“กลุ่มอินทัช” เตรียมให้ไทยคมแตกไลน์ธุรกิจอื่น กู้วิกฤตผลประกอบการ

Stock Market “กลุ่มอินทัช” เตรียมให้ไทยคมแตกไลน์ธุรกิจอื่น กู้วิกฤตผลประกอบการ

กลุ่มอินทัช ยังคงมั่นใจธุรกิจไทยคมยังคงไปต่อได้ แม้รายได้ลดอย่างต่อเนื่อง ชี้อาจแก้ปัญหาโดยการให้ไทยคมแตกลายธุรกิจอื่นนอกจากดาวเทียม เพื่อกู้วิกฤตของผลประกอบการ

บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH นำโดยนางสาวทมยันตี คงพูลศิลป์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานบริหารการลงทุน และการลงทุนสัมพันธ์ และนางสาวอุมาวรรณ ส่องศิริ นักลงทุนสัมพันธ์ เข้าชี้แจงผลดำเนินงานไตรมาส 3/62 ในงาน”Opportunity Day บริษัทจดทะเบียนพบนักลงทุน” จัดขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

นางสาวอุมาวรรณ กล่าวว่า ในปี 62 รายได้หลักและกำไรของกลุ่มอินทัชยังคงมาจากเอไอเอส โดยช่วงไตรมาส 3/62 กลุ่มอินทัชมีการเติบโตของกำไร 14% เมื่อเทียบกับไตรมาส 5/62 สาเหตุจากเอไอเอสมีรายได้เพิ่มขึ้นจากฟิกซ์ บรอดแบนด์มียอดผู้ใช้และรายได้เติบโตขึ้น รวมถึงมีต้นทุนการดำเนินงานลดลงด้วย นอกจากนี้เอไอเอสยังสามารถตกลงข้อพิพาทกับทีโอทีได้สำเร็จ ส่วนไทยคมรายได้ลดลง แต่เมื่อเทียบกำไรสุทธิไตรมาส 3/62 และ 2/62 ถือว่าดีขึ้น เนื่องจากต้นทุนในการดำเนินงานลดลง ซึ่งไม่มีการตั้งสำรองค่าใช้จ่ายพนักงานเกษียณอายุตามกฎหมายกำหนด

ภาพรวมธุรกิจของเอไอเอสในช่วง 9 เดือนของปี 62 มีรายได้เติบโตขึ้น 5.2% และกำไรเติบโตขึ้น 5.1% โดยหลังจากนี้จะใช้เงินลงทุนเกี่ยวกับเนตเวิร์ค และใบอนุญาตต่าง ๆ เป็นสำคัญ นอกจากนี้ยังใช้เงินลงทุนโครงข่าย 4G กว่า 1.6 หมื่นล้านบาท ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา

ส่วนรายได้ 9 เดือนของไทยคม มีการปรับลดลง 18% กำไรจากการดำเนินงานงวด 9 เดือนเริ่มติดลบเป็นผลมาจากรายได้ลดลง แต่ยังเป็นธุรกิจที่สามารถสร้างกระแสเงินสดเข้ามาได้ ไทยคมยังต้องขายดาวเทียมบางดวงเพื่อนำเงินเข้ามาหมุนเวียน โดยมีการหาดาวเทียมดวงใหม่ในการทำธุรกิจร่วมกับพาร์ทเนอร์ต่างประเทศ และยังมีการมองหาโอกาสดาวเทียมในชั้นลีโออีกด้วย

ด้าน High Shopping รายได้ 9 เดือนอยู่ที่ 747 ล้านบาท เติบโตขึ้นกว่า 30% คาดว่าทั้งปี 62 น่าจะมีรายได้ 1 พันล้านบาท แต่ยังเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งต้องเน้นการขายสินค้าให้ได้มากและเน้นให้ลูกค้าเห็นสินค้ามากขึ้นด้วย โดยมีการจับมือกับพาร์ทเนอร์ช่องทีวีต่าง ๆ ในการนำสินค้าเข้าไปจำหน่าย และพยายามบริหารต้นทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพภายใน รวมถึงหาสินค้าที่มีความต้องการสูงมาขายด้วย

ขณะที่ ธุรกิจ Invent เน้นลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ 4G และ 5G คงงบประมาณการลงทุน 200 ล้านบาท/ปี นอกจากนี้ยังมีการคิดจะขายบริษัทที่อยู่ในพอร์ทลงทุนเดิมออกไปด้วย เพื่อนำเงินไปลงทุนยังธุรกิจประเภทอื่น ๆ ต่อในอนาคต

ด้าน นางสาวทมยันตี กล่าวปิดท้ายว่า ธุรกิจของไทยคมมีผลประกอบการลดลงทุกปี ซึ่งผู้บริหารและกลุ่มอินทัชไม่ได้นิ่งนอนใจกับเรื่องดังกล่าว โดยได้มีการดำเนินนโยบายเพื่อแก้ปัญหามาโดยตลอด เช่นการทำแผนธุรกิจด้วยการหาผู้ร่วมลงทุนรายใหม่

นอกจากธุรกิจดาวเทียมที่ไทยคมดำเนินกิจการหลักอยู่ในแจจุบันแล้ว ยังมีการพูดคุยเรื่องการลงทุนในธุรกิจใหม่ ๆ ที่อาจไม่เกี่ยวกับดาวเทียมเพื่อหาโอกาสใหม่ให้กับไทยคมในการสร้างกำไร แต่สิ่งที่เห็นโอกาสจากไทยคมคือสถานะทางการเงินที่ดี เป็นโอกาสที่จะลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพราะปัจจุบันธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเปิดกว้างและเชื่อมต่อกันได้ โดยภาพรวมยังเชื่อว่าไทยคมสามารถดำเนินการต่อไปได้

ขณะเดียวกัน คาดการณ์ว่าธุรกิจโทรคมนามคมในปี 63 ยังมีแนวโน้มตลาดดี เนื่องจากเป็นโอกาสที่จะทำให้การเชื่อมต่อมากขึ้น รวมถึงธุรกิจใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ หาก 5G เข้ามาจะช่วยให้เกิดการเติบโตได้ในระยะยาว ซึ่งบริษัทฯมีการลงทุนอย่างระมัดระวัง เน้นการสร้างการเติบโตระยะยาวและยั่งยืน

ทั้งนี้ ธุรกิจ High Shopping เห็นสัญญาณที่ดีจากยอดขายที่เติบโตกว่า 30% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 62 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยดำเนินธุรกิจมา 5 ปี และแผนธุรกิจเป็นไปตามแผนการลงทุนที่ตั้งเป้าไว้ แม้การแข่งขันใตลาดจะสูงแต่รายได้ยังคงเติบโต โดยอัตราการทำกำไรมีแนวโน้มดีขึ้นและจะสามารถสร้างกำไรได้ในเร็ว ๆ นี้

ราคาหุ้น INTUCH วันที่ 8 พ.ย.62 ก่อนปิดตลาดซื้อขายอยู่ที่ 67.50 บาท/หุ้น ลดลงจากเมื่อวันที่ 7 พ.ย.62 ที่ระดับ 67.75 บาท/หุ้น (-0.37%)

Advertisement

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

- Advertisment -
รับข่าวสารจาก Business Today

ไม่พลาดข่าวสารแวดวงธุรกิจ เราอัพเดตข่าว บทความ และเรื่องน่าสนใจ สดใหม่ทุกวัน คุณสามารถรับข่าวสารจากเราได้ง่ายๆ โดยกรอก

ชื่อ นามสกุล และอีเมล

ได้เลยครับ