ทราเวลการ์ด ศึกชิง “ขาเที่ยว-ขาช้อป” ต่างประเทศ

Personal Finance ทราเวลการ์ด ศึกชิง “ขาเที่ยว-ขาช้อป” ต่างประเทศ

ช่วงที่ผ่านจะได้เห็นบรรดาธนาคารพาณิชย์หลายแห่งเปิดตัว ทราเวลการ์ด สำหรับใช้ในต่างประเทศ เอาใจขาเที่ยวขาช้อปเมื่อต้องใช้จ่ายในต่างประเทศ  ก็เนื่องมาจากกระแสที่คนไทยนิยมเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี  ประกอบกับช่วงที่ผ่านมาค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น  ทำให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศของคนไทยถูกลง  ยิ่งเป็นตัวกระตุ้นให้คนไทยเดินทางไปเที่ยวนอกเพิ่มขึ้น

จากข้อมูลของ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าปี 2562 จะมีคนไทยเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศประมาณ 10.55 – 10.75 ล้านคน สูงสุดในรอบ 5 ปี  เติบโตจากปี 2561 ถึง 5.4 – 7.4%  ขณะที่ยอดการใช้จ่ายคาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 3.85 – 3.90 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.5 – 6.1% จากปี 2561

อ้างอิง : คนไทยเที่ยวนอกปี 62 แตะ 10.72 ล้านคน

นายนริศ สถาผลเดชา ผู้บริหารศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี (TMB Analytics)  ระบุว่าสาเหตุที่แบงก์สนใจออก ทราเวลการ์ด เพราะแม้การแข่งขันที่มากขึ้น ทำให้มีการยกเว้น Fx charge แต่ก็ยังมีค่าธรรมเนียมการใช้บัตรในต่างประเทศที่แบงก์ยังได้รับอยู่ ถ้าเป็นบัตรเครดิตจะได้ราว 70 สตางค์ แต่ถ้าบัตรเดบิตประมาณ 30 สตางค์ รวม แล้วค่ารูดบัตรประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี โดยบัตรทราเวลการ์ดจะเข้าไปมีส่วนแบ่งจากตลาดเดิมที่เป็นการแลกเงินสดไปใช้ในต่างประเทศ

โดยบัตรทราเวลการ์ดจะมี 2 ลักษณะ คือแบบ Pre-Paid” ที่ต้องซื้ออัตราแลกเปลี่ยนเอาไว้ก่อน ซึ่งจะเป็นบัตรเดบิต ลักษณะคล้ายบัตรเติมเงิน คือแลกเงินเอาไว้ในบัตรก่อน  จากนั้นเมื่อใช้จ่ายก็หักจากจำนวนเงินที่มีในบัตร โดยบัตรแบบ Pre Paid จะมีข้อกำหนดเรื่องการห้ามใช้งานผิดวัตถุประสงค์  โดยเฉพาะการเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยน หากฝ่าฝืนผู้ให้บริการจะสงวนสิทธิ์ในการยกเลิกบัตร และอาจเรียกเก็บค่าเสียหายที่เกิดขึ้น

ส่วนอีกประเภท คือแบบ On Demand” ที่สามารถรูดบัตรใช้จ่ายได้เลย  แต่จะคิดอัตราแลกเปลี่ยน วันที่ใช้จ่าย  แต่จะไม่มีการคิด Fx Charge ซึ่งมีทั้งบัตรเครดิตและบัตรเดบิต

โดยช่วงนี้เป็นช่วงใกล้เทศกาลท่องเที่ยวปลายปี  จะมีคนไทยนิยมเดินไปท่องเที่ยวต่างประเทศกันมาก โดยเฉพาะปลายทางยอดนิยมอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลี  หรือไต้หวัน  เป็นต้น  Business Today ของรวบรวบทราเวลการ์ดของแต่ละแบงก์  เอาให้ขาเที่ยวขาช้อป  ได้ลองตัดสินใจเปรียบเทียบเป็นทางเลือก

ใบแรก “Krungthai Travel Card” ของธนาคารกรุงไทย เป็นรายแรกๆ ที่ออกมานานพอสมควร  โดยเป็นบัตรเดบิตแบบ Pre-Paid  สามารถรูดเงินใช้จ่ายในต่างประเทศสูงสุด 5 แสนบาทต่อวัน  สามารถแลกเงินได้ 15 สกุลเงิน  ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะครอบคลุมประเทศปลายทางยอดนิยมของคนไทย  มีค่าแรกเข้า 200 บาท (โปรโมชั่นฟรีถึง 31 .. 63)  แต่ฟรีค่าธรรมเนียมรายปี

ใบที่สอง “TMB All Free” ของธนาคารทหารไทย  เป็นบัตรเดบิตแบบOn Demand สามารถรูดซื้อสินค้าสูงสุด 2-5 แสนบาทต่อวัน  ใช้จ่ายได้ทุกสกุลเงิน  มีค่าแรกเข้า 500 บาท  และค่าธรรมเนียมรายปี 300 บาท

ใบที่สาม “SCB Planet” ของธนาคารไทยพาณิชย์  เปิดตัวมาใกล้เคียงกับใบที่สอง  เป็นบัตรแบบ Pre-Paid  รูดใช้จ่ายและถอนเงินสดในต่างประเทศสูงสุด 5 แสนบาทต่อวัน  สามารถแลกเงินต่างประเทศได้ 13 สกุลเงิน แต่ก็ครอบคลุมประเทศยอดนิยมของคนไทยเช่นกัน  มีค่าแรกเข้า 200 บาท  ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี

ใบที่สี่ “Journey” ของธนาคารกสิกรไทย  เป็นบัตรเดบิตแบบ On Demand รูดใช้จ่ายได้สูงสุด 2 แสนบาทต่อวัน มีค่าธรรมเนียมแรกเข้าในบรรดาบัตร 4 ใบที่ 700 บาท และมีค่าธรรมเนียมรายปี 550 บาท (ฟรีปีแรก)

นอกจากนี้บัตรทราเวลการ์ดของ TMB All Free , SCB Planet และ Journey ยังดึงดูขาเที่ยวด้วยประกันเดินทางที่คุ้มครองถึง 10 วัน วงเงินสูงสุด 1 ล้านบาท  ยกเว้น Journey ที่เพิ่มวงเงินสูงสูดเป็น 1.5 ล้านบาท

บัตรทราเวลการ์ดไม่ได้เพียงแค่เอาไว้ใช้รูดซื้อสินค้าในต่างประเทศ  แต่ยังสามารถใช้รูดซื้อสินค้าออนไลน์จากเวปไซต์ต่างประเทศ  ที่ต้องจ่ายเป็นเงินสกุลอื่นๆ  หรือกลุ่มนักเรียนไทยที่ไปเรียนต่างประเทศ  ก็สามารถใช้บัตรแบบ Pre-Paid ให้ผู้ปกครองที่ประเทศไทยแลกเงินเติมให้  เพื่อคุมค่าใช้จ่ายได้อีกทางหนึ่งด้วย 

ในขณะที่เจ้าตลาดแลกเงินอย่าง Super Rich Currency Exchange (1996) หรือ ซุปเปอร์ริชสีส้ม  เมื่อช่วงปลายปี 2561 ก็เพิ่งร่วมมือกับ Master Card ออกบัตร “Visit Thailand Card” โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย  เป็นบัตรลักษณะ Pre-Paid คือแลกเป็นเงินบาท  แล้วนำไปใช้จ่ายตามร้านค้าต่างๆ ซึ่งเป็นคนละตลาดกับที่ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ กำลังออกบัตรทราเวลการ์ด

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าศึก ทราเวลการ์ด ในครั้งนี้  ไม่เพียงแต่เป็นการแข่งขันดึงลูกค้าในบรรดาธนาคารพาณิชย์ด้วยกัน  แต่ยังสะเทือนไปถึงเจ้าตลาดเคาท์เตอร์แลกเงินต่างประเทศด้วย  ศึกนี้จึงน่าจับตาเป็นพิเศษ  โดยเฉพาะช่วงปลายปีที่คนไทยนิยมเดินทางท่องเที่ยว  คงได้เห็นโปรโมชั่น  หรือสิทธิประโยชน์ต่างๆ เอามาดึงดูดลูกค้าแข่งกันอย่างแน่นอน

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง :TMB เผย GEN Y ใช้เงินซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย 1.37 ลลบ./ปี เป็นหนี้เสียอีก 7%

 

Advertisement

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

- Advertisment -
รับข่าวสารจาก Business Today

ไม่พลาดข่าวสารแวดวงธุรกิจ เราอัพเดตข่าว บทความ และเรื่องน่าสนใจ สดใหม่ทุกวัน คุณสามารถรับข่าวสารจากเราได้ง่ายๆ โดยกรอก

ชื่อ นามสกุล และอีเมล

ได้เลยครับ