Home Money2know ทำไม COVID-19 จะฉุดเศรษฐกิจไทยลบหนักกว่าวิกฤตครั้งก่อนๆ

ทำไม COVID-19 จะฉุดเศรษฐกิจไทยลบหนักกว่าวิกฤตครั้งก่อนๆ

 KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทรได้ออกบทวิจัยอธิบายว่าเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบหนักจากกว่าวิกฤตในครั้งก่อนๆ จากหลายเหตุผล สาเหตุสำคัญคือเศรษฐกิจไทยภูมิคุ้มกันต่ำตั้งแต่ก่อนติด COVID19

- Advertisement -

1) เศรษฐกิจไทยไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตการเงินโลกปี 2008 แตกต่างจากวิกฤตครั้งนี้ที่ไทยได้รับผลกระทบโดยตรงในภาคการท่องเที่ยวและจากการแพร่ระบาดในประเทศ เนื่องจากวิกฤตในปี 2008 เริ่มต้นจากปัญหาของภาคธนาคารในสหรัฐฯ และผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงค่อนข้างจำกัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว เศรษฐกิจไทยจึงถูกกระทบในวงแคบเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตลาดเงินตลาดทุน

อีกทั้งเงินบาทที่อ่อนค่าจากการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงยังเป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออกและการท่องเที่ยวไทย ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยสามารถกลับมาฟื้นตัวได้เร็วในรูปตัว V (V-shape recovery) ซึ่งนับเป็นความเสียหายต่อเศรษฐกิจที่น้อยกว่าสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 หลายเท่าตัว

2) เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะชะลอตัวมาตั้งแต่ก่อนCOVID-19 แล้ว จากปัจจัยเชิงโครงสร้างและความอ่อนแอของเศรษฐกิจภายในประเทศ เศรษฐกิจในช่วง 5 ปีก่อนวิกฤตปี 2008 เติบโตได้เฉลี่ยถึง 5.6% ต่อปี โดยอุปสงค์ภาคเอกชนเป็นกำลังสำคัญต่อการขยายตัวถึงกว่า 80% ขณะที่ในช่วง 5 ปีล่าสุด (2015-19) เศรษฐกิจไทยขยายตัวเฉลี่ยเพียง 3.4%  และอุปสงค์ภาคเอกชนภายในประเทศอ่อนแอลง

โดยเป็นแรงส่งในการขยายตัวเศรษฐกิจเพียง 60% เท่านั้น จากปัญหาการชะลออย่างต่อเนื่องของการลงทุนภาคเอกชนและการบริโภคที่ถูกฉุดรั้งด้วยภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 79% ของ GDP ในด้านการผลิต การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลงส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากทั้งการลดลงของประชากรวัยแรงงาน และผลิตภาพ (productivity) ของแรงงานที่ลดลงจากการขาดพัฒนาการทางเทคโนโลยี ความเข้มข้นของการใช้ทุนและเครื่องจักรที่ชะลอลง ตลอดจนการขยับออกของแรงงานในภาคอุตสาหกรรมมาสู่แรงงานในภาคบริการที่มีผลผลิตโดยเฉลี่ยต่ำ 

  3) การแพร่ระบาดทั่วโลกของ COVID19 ส่งผลลบต่อการท่องเที่ยวไทยที่เป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยอย่างมหาศาล เศรษฐกิจไทยพึ่งพาภาคการต่างประเทศมาก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากภาคการท่องเที่ยวที่เติบโตต่อเนื่องกระทั่งมีนักท่องเที่ยวต่างชาติถึงกว่า 40 ล้านคนต่อปีในปี 2019 ขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวสูงถึงกว่า 2 ล้านล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าตัวจากปี 2007 หรือเติบโตเฉลี่ย 10.4% ต่อปี  จนกระทั่งปัจจุบันคิดเป็น 12% ของ GDP ในปีล่าสุด

การแพร่ระบาดของCOVID-19 อย่างกะทันหันย่อมกระทบโดยตรงต่อการเดินทางและภาคธุรกิจท่องเที่ยวซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย และส่งผลให้เศรษฐกิจไทยดำดิ่งลงอย่างฉับพลัน

4) ภาคการเกษตรไม่สามารถรองรับผลจากแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจได้เหมือนแต่ก่อน ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมาหลายครั้ง ภาคการเกษตรมีความสำคัญในการช่วยรองรับการไหลกลับของแรงงานจากเมืองจากการถูกเลิกจ้าง ด้วยโครงสร้างครอบครัวขยายที่เอื้อให้แรงงานวัยหนุ่มสาวจากชนบทสามารถเข้ามาทำงานในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการได้โดยยังมีเครือข่ายพี่น้องและญาติผู้ใหญ่รองรับอยู่ในภาคเกษตร อีกทั้งราคาสินค้าเกษตรในอดีตอยู่ในระดับดีเนื่องจากไม่มีการแข่งขันด้านอุปทานจากผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดโลกสูงมากนัก

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันภาคการเกษตรมีขนาดลดลงจากเดิมมาก จนไม่อาจสร้างรายได้ที่จะชดเชยรายได้จากการจ้างงานในเมืองได้ จึงสังเกตได้ว่าในระยะหลังที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัว แรงงานมักไหลเข้าสู่ภาคบริการแทนที่ภาคเกษตร  วิกฤตเศรษฐกิจจาก COVID19 ที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยที่เปราะบางอยู่แล้ว อาจทำให้มีการเลิกจ้างงานทั้งในภาคการผลิตและภาคบริการในจำนวนที่มากเกินกว่าที่ภาคเกษตรจะรองรับการไหลกลับของแรงงานได้

   5) ในครั้งนี้เราไม่สามารถฝากความหวังกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนัก เช่นเดียวกันกับประเทศอื่น ในโลก การดำเนินนโยบายการเงินของไทยเพื่อบรรเทาผลกระทบจากCovid-19 มีขีดจำกัดจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับที่ต่ำมากอยู่แล้ว  อีกทั้งการลดดอกเบี้ยก็อาจไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนักในสถานการณ์ปัจจุบัน 

ขณะที่มาตรการทางการคลังที่ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงหลังวิกฤตปี 2008 (แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง) เป็นมาตรการเชิงรุกที่ใช้กระบวนการทั้งในและนอกงบประมาณ สะท้อนถึงความเป็นเอกภาพในระดับหนึ่งของรัฐบาลและความแข็งแรงของระบบรัฐสภาในขณะนั้น

ต่างจากในปัจจุบันที่การทำงานของภาครัฐถูกมองว่ายังมีความไม่ลงรอยหรือไม่เชื่อมโยงกันในแต่ละกระทรวง ส่งผลให้รูปแบบของมาตรการทางเศรษฐกิจเป็นไปในเชิงบรรเทา ไม่เป็นองค์รวม และไม่เพียงพอกับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจและประชาชนจากวิกฤตครั้งใหญ่คราวนี้   

COVID19

โลกตื่นตระหนกเกินเหตุ หรือ ไทยแกร่งกว่าทุกประเทศ?

คำถามที่ทุกคนอยากรู้คำตอบ คือ หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของCOVID-19 สามารถควบคุมได้แล้ว เศรษฐกิจไทย รวมถึงตลาดการเงินจะกลับมาฟื้นตัวเป็น V-shape ได้หรือไม่  คงเป็นการยากที่ใครจะล่วงรู้คำตอบนี้ได้ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ คือยิ่งการระบาดลุกลามและขยายเป็นวงกว้างมากขึ้น จะยิ่งทำให้ทางการจำเป็นต้องใช้มาตรการที่เข้มข้นขึ้นในการสกัดกั้นการระบาด และผลกระทบต่อเศรษฐกิจก็จะยิ่งหนักหน่วงและลากยาวขึ้น

ปัญหาสภาพคล่องจากการขาดกระแสเงินสดชั่วคราว อาจถูกภาวะเศรษฐกิจตกต่ำคุกคามจนกลายเป็นปัญหาความอยู่รอดของธุรกิจได้ ฉะนั้น ประเด็นสำคัญจึงขึ้นอยู่ที่กลไกในการรองรับแรงกระแทกของแต่ประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเงิน และสังคม

ท่ามกลางการระบาดของ COVID19 ที่รุนแรงขึ้นและความไม่แน่นอนที่อยู่ในระดับสูง หลายประเทศจำเป็นต้องใช้มาตรการปิดเมือง หรือ lockdown เพื่อลดการระบาดของโรค เช่นเดียวกับที่รัฐบาลไทยได้ตัดสินใจดำเนินการในปัจจุบัน สิ่งที่แตกต่างคือ รัฐบาลและธนาคารกลางของประเทศอื่นๆ ไม่รีรอ ต่างพากันจัดยาแรงชนิดที่เรียกว่าทุ่มหมดหน้าตักเพื่อเยียวยาครัวเรือนและผู้ประกอบการที่ได้รับความยากลำบากในสถานการณ์เช่นนี้ 

รัฐสภาสหรัฐอเมริกาทำงานกันไม่เว้นวันหยุดเพื่อเร่งผลักดันแผนงบประมาณฉุกเฉินวงเงินสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเกือบ 10% ของ GDP สหรัฐฯ นับเป็นงบประมาณฉุกเฉินก้อนใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพื่อเตรียมให้ความช่วยเหลือกับธุรกิจและประชาชนชาวอเมริกันที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากCOVID-19 

ขณะเดียวกันธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายฉุกเฉิน 2 ครั้งติดต่อกันจนอยู่ระดับใกล้ศูนย์อีกครั้ง พร้อมประกาศทำ QE เพิ่มเติมอย่างไม่จำกัด  และได้ดำเนินโครงการจำนวนมากเพื่อสนับสนุนสภาพคล่องและเงินให้สินเชื่อแก่ธุรกิจ และเพื่อดูแลให้ตลาดการเงินทำงานได้อย่างราบรื่น สนับสนุนการส่งผ่านของนโยบายการเงินไปยังเศรษฐกิจในวงกว้าง

COVID19

อีกหลายประเทศทั่วโลกต่างก็ตื่นตัว ทยอยออกมาตรการชุดใหญ่เช่นกัน ทั้งด้านการช่วยเหลือภาคธุรกิจ การกระตุ้นเศรษฐกิจ การดูแลครัวเรือนและการจ้างงาน และด้านการรักษาเสถียรภาพในภาคการเงิน สะท้อนระดับความรุนแรงของผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นภาคเอกชนที่เกิดจากCOVID-19 ในครั้งนี้

ท่ามกลางการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของประเทศต่างๆ รัฐไทยอาจจำเป็นต้องยกระดับความสำคัญต่อของการบรรเทาผลกระทบต่อธุรกิจและประชาชนที่ได้รับความเสียหายครั้งนี้ให้สูงมากขึ้นไปอีก  เพราะตัวเลขงบประมาณที่ใช้ยังออกมาน้อยกว่าประเทศอื่นๆ มาก  และต้องเพิ่มมาตรการที่มีมิติของการวางแผนรองรับแบบมองไปข้างหน้าอีกด้วย  ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะตัวเลขผู้ติดเชื้อยังไม่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น

ทำให้รัฐบาลอาจมองว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยไม่มากถึงขั้นวิกฤต  ตอนนี้ภาครัฐจึงดูยังขาดการผลักดันมาตรการภาครัฐที่มีขนาดใหญ่และครอบคลุมเพียงพอในการช่วยบรรเทาทุกข์ของธุรกิจและผู้คนที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากมรสุมครั้งนี้ โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้องที่ล้มจากการระบาดของ COVID19 และจากมาตรการ lockdown ของภาครัฐ

เราได้เห็นแล้วว่า จากวิกฤตด้านสาธารณสุข สามารถสร้างกระทบต่อเนื่องกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจและมีความเสี่ยงที่จะลุกลามไปยังภาคการเงินได้หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเพียงพอและตรงจุด ในสถานการณ์ที่ประเทศและคุณภาพชีวิตของประชาชนตกอยู่ภายใต้การคุกคามของทั้งโรคระบาดและความท้าทายทางเศรษฐกิจเช่นนี้ รัฐบาลต้องดำเนินการทั้งมาตรการด้านสาธารณสุขและการรองรับผลกระทบด้านเศรษฐกิจต่อประชาชนไปพร้อมกัน ไม่อาจเลือกทำเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง

โดยการวางแผนรับมือกับภาวะวิกฤตต้องผ่านกระบวนการคิดที่ครบถ้วนและรอบด้าน มองไปข้างหน้า การตัดสินใจที่เด็ดขาด ทันท่วงที และมองเห็นผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ด้วยความจริงใจ จึงจะทรงพลังและมีประสิทธิภาพเพียงพอในการแก้ไขปัญหาที่หนักอึ้งในทุกมิติเช่นนี้

หากภาครัฐมีการประเมินผลกระทบที่ผิดพลาด ออกมาตรการเพื่อแก้ปัญหาทีละเปลาะและล่าช้าเกินไป ขาดการวางแผนอย่างเป็นระบบและขาดการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ท้ายที่สุดอาจจะนำไปสู่ วิกฤตศรัทธา’ (Crisis of confidence)

เมื่อประชาชนขาดความเชื่อมั่นกับกระบวนการ ความสามารถ และความจริงใจของภาครัฐแล้ว การขอความร่วมมือจากภาคประชาชนทั้งการควบคุมด้านสาธารณสุข และการเรียกความมั่นใจด้านเศรษฐกิจกลับคืนมา จะเป็นกลายเป็นความท้าทายอีกด้านหนึ่งของภาครัฐ ถึงเวลานั้นประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับวิกฤตที่แท้จริงที่สายเกินกว่าจะแก้ไขได้

บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง : 5 ข้อต้องรู้ก่อนลงทะเบียน “เราไม่ทิ้งกัน” ไม่มีสิทธิรับเงิน มีโอกาสถูกเรียกเงินคืน!!

Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ 3 ราย ทั่วโลกทะลุ 5 ล้านราย

ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ 3 ราย รวมสะสม 3,037 ราย และไม่มีผู้เสียชีวิต รักษาตัวอยู่โรงพยาบาล 84 ราย และมีผู้รักษาหายแล้วรวมสะสม 2,897 ราย ทั่วโลกทะลุ 5 ล้านราย

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

สมช.เตรียมเสนอต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉินอีก 1 เดือน ชี้คุมโควิด-19 ได้ผล

พลเอก สมศักดิ์ รุ่งสิตา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เปิดเผยว่าที่ประชุม สมช.มีมติให้ต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไปอีก 1 เดือนในเดือน มิ.ย. เนื่องจากสามารถควบคุมการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)ได้ "เตรียมเสนอที่ประชุมศบค.พรุ่งนี้ หากนายกฯเห็นชอบก็จะนำเข้า ครม.อังคารหน้า"

‘อย่าถาม’ เรื่องตั้งพรรคใหม่ ‘สมคิด’บอกไม่มีสาระ

“สมคิด” หัวเราะร่าหลังถูกถามตั้งพรรคการเมืองใหม่ ระบุสาเหตุลาประชุมเพราะป่วย ทำน้ำหนักลดไป 2 กิโล นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ในช่วงนี้มักจะเจอคำถามเรื่องการตั้งพรรคการเมืองใหม่แทบทุกวัน อย่างสองวันก่อนไม่ได้ร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีและศบค.ก็มีคนตั้งข้อสงสัยเพราะเหตุใด ในวันนี้ นายสมคิด กล่าวก่อนการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) ที่มี...

ดึง 5 โปรเพลเยอร์ ROV เป็นพรีเซนเตอร์ Yamaha AEROX 155 สีใหม่

นางสรวงสุดา มนัสบุญเพิ่มพูล ผู้จัดการทั่วไปอาวุโส ฝ่ายสื่อสารการตลาดกลุ่มรถออโตเมติก และตราสินค้า บริหารลูกค้าสัมพันธ์ ประชาสัมพันธ์ และสื่อดิจิทัล บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า ยามาฮ่า ร่วมกับ Garena และ Buriram United Esports ทำการตลาดผ่านเกมออนไลน์ชื่อดัง RoV โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่สอดคล้องกันคือกลุ่มวัยทีนที่ชื่นชอบความท้าท้ายและหลงไหลในความสปอร์ต ทั้งนี้ ได้มีการนำ...

Related News

อียูหนุน WHO อัด ‘ทรัมป์’ ไม่ใช่เวลามากล่าวหาใคร

สหภาพยุโรป (EU) ออกมาวิพากษ์วิจารณ์โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ขู่จะยกเลิกการส่งเงินสนับสนุนองค์การอนามัยโลก (WHO) เป็นการถาวร และดึงสหรัฐฯ ออกจากการเป็นสมาชิกองค์การฯในอนาคต ก่อนหน้านี้ทรัมป์เผยแพร่จดหมายข่มขู่บนทวิตเตอร์ เมื่อวันจันทร์ (18 พ.ค.) ซึ่งส่งถึงทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การฯ

บอร์ดทีโอที เคาะแผนงานรับสถานการณ์ช่วงโควิด-19

นาวาอากาศเอกสมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ ประธานคณะกรรมการ ทีโอที กล่าวว่า มติที่ประชุมคณะกรรมการ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ครั้งที่ 6/2563 ได้หารือการปรับแผนการดำเนินงานของ ทีโอที ให้รองรับสถานการณ์ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 และอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการใช้บริการของ ทีโอที ในช่วงโควิด-19 โดย คณะกรรมการมีความเห็นว่า โครงการเน็ตประชารัฐ สามารถนำมาขยายผลเพื่อให้ บริการประชาชนในช่วงเวลานี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพของโครงการ อีกทั้งยังสามารถรองรับวิถีชีวิตแบบใหม่...

อนุมัติค้ำประกันเงินกู้ Soft Loan โรงรับจำนำ 2,000 ล้าน

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2563 เรื่องอนุมัติการกู้เงิน Soft loan ของสำนักงานธนานุเคราะห์ (สธค.) จำนวน 2,000 ล้านบาท จากธนาคารออมสิน เป็นการเตรียมเงินทุนหมุนเวียนรองรับธุรกรรมการให้บริการรับจำนำแก่ประชาชน ในโครงการ สธค. โรงรับจำนำของรัฐ สู้ภัยโควิด...

นายกฯ ขออนุญาตคนไทยนำ ‘การบินไทย’ เข้ากระบวนการฟื้นฟูของศาล

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 19 พ.ค. 2563 ว่า ขอแจ้งให้ทราบการตัดสินใจในเรื่องของ การบินไทย ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก แต่ก็เป็นการตัดสินใจที่ตนรู้ว่าจะช่วยรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนทุกคนได้อย่างไร ในส่วนของปัญหาเรื่องนี้ทุกคนทราบดีอยู่แล้วที่มีหนี้สินต่างๆมากพอสมควร ซึ่งก็มีอยู่ 3 ทางเลือกด้วยกัน คือ 1.การหาเงินให้การบินไทยดำเนินการต่อไป 2.ปล่อยให้เข้าสู่สถานการณ์ล้มละลาย 3.เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูของศาล ทั้งนี้ ที่ผ่านมาอาจจะมีปัญหาการฟื้นฟูไม่ได้มีประสิทธิภาพมากนัก เพราะมีข้อกฎหมายอยู่หลายประการ โดยเฉพาะอย่าง พ.ร.บ.แรงงาน และ...

ผู้รับเหมาก่อสร้าง … ควรเตรียมพร้อมรับมือโควิด-19

การแพร่ระบาดของ Covid-19 ในปัจจุบันและปัจจัยลบที่รุมเร้าก่อนหน้าได้ส่งผลต่ออุตสาหกรรม รับเหมาก่อสร้าง ใน 3 ช่องทาง ได้แก่ อุปสงค์ในการก่อสร้างโดยเฉพาะโครงการก่อสร้างภาคเอกชนที่มีแนวโน้มลดลง การขนส่งและการจัดหาวัสดุก่อสร้างที่มีโอกาสล่าช้า และการขาดแคลนแรงงานในระยะสั้น ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (EIC) ประเมินว่า ในปี 2020 มูลค่าตลาดอุตสาหกรรมก่อสร้างจะมีแนวโน้มหดตัวเล็กน้อยราว 1%YOY มาอยู่ที่ราว 1.29 ล้านล้านบาท โดยแบ่งเป็น 1.การก่อสร้างโครงการภาคเอกชนที่มีแนวโน้มหดตัวราว 7.8%YOY...