เข้าใจ “มาตรการแจกเงิน” ทำอย่างไรถึงดัน GDP ได้

Cover Story เข้าใจ “มาตรการแจกเงิน” ทำอย่างไรถึงดัน GDP ได้

จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีปัญหาชะลอตัว ทำให้รัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการเพื่อประคองเศรษฐกิจไทยให้ยังเดินหน้าต่อ  โดยออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 62 วงเงิน 3.16 แสนล้านบาท  ซึ่งคาดว่าจะเกิดการหมุนของเงินในระบบ  ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวเพิ่มได้อีก 0.5%  เคยตั้งข้อสงสัยกันไหมว่าเมื่อแจกเงินไปแล้ว เงินจะหมุนไปอย่างไรจนช่วยเพิ่ม GDP ได้ 0.5%  ลองมาทำความเข้าไปพร้อมๆ กัน

แจกเงินเพื่อให้เกิดการใช้ กระตุ้นบริโภค

โดยปกติการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลังจะมี 2 แบบ คือ การเพิ่มหรือลดภาษี  และการแจกเงิน  ในสถานการณ์เศรษฐกิจตอนนี้เลือกใช้การ “แจกเงิน” เนื่องจากรัฐบาลต้องการเพิ่มการใช้จ่ายของประชาชน  ตามหลักคิดว่าเมื่อประชาชนได้เงินไปแล้วก็จะนำเงินไปจับจ่ายใช้สอยต่อ  เกิดการบริโภคขึ้น  ซึ่งการแจกเงินในมาตรการนี้มี 2 ส่วน การแจกเงินผ่านบัตรคนจน และแจกเงินให้คนไปเที่ยว

ในส่วนแรกการแจกเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  ถ้าตามหลักคิดแล้วคือการช่วยเหลือคนจน ดังนั้นเมื่อแจกเงินไปแล้วเขาก็จะนำเงินไปซื้อของใช้ที่จำเป็น  เช่น น้ำมัน ไข่ น้ำปลา ผงซักฟอง  เป็นต้น  ซึ่งสินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่ผลิตในประเทศ  ดังนั้นเมื่อมีการซื้อสินค้าเหล่านี้ก็ต้องมีการผลิตจากโรงงาน  ส่วนโรงงานก็ต้องมีการจ้างพนักงาน  สั่งซื้อสินค้ามาผลิต  แหล่งผลิตต้นทางเช่นพืชผลการเกษตรก็จะได้ประโยชน์ไปด้วย  เงินก็จะเกิดการหมุนจากบัตรสวัสดิการผ่านร้านค้า  ไปยังโรงงานผลิต  ต่อไปยังส่วนอื่น เรื่อยๆ 

ส่วนการแจกเงินให้คนไปเที่ยวก็หลักการเช่นเดียวกัน  เมื่อภาคการท่องเที่ยวซบเซา  ภาครัฐต้องการกระตุ้น  ก็แจกเงินให้คนไปใช้จ่าย  ค่ารถ  ค่าเดินทาง  ค่าโรงแรม  ทานอาหาร  เงิน 1,000 บาทที่แจกไป  ก็จะหมุนในภาคการท่องเที่ยวด้วยเช่นเดียวกัน

แจกแล้วต้องใช้ ถ้าไม่ใช้ก็จบ

แต่มันมีเงื่อนไขสำคัญมันอยู่ที่ว่า เงินจะเกิดการหมุนจนกระตุ้นเศรษฐกิจได้  เมื่อแจกเงินไปแล้วจะต้องมีการใช้จริง  ดังนั้นถ้าหากคนรู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่ดี  เลือกที่จะเก็บเงินไว้ก่อนยังไม่ใช้ตอนนี้  เงินมันก็จะไม่เกิดการหมุน  หรือหากได้เงินแล้วแต่นำไปใช้หนี้แทนที่จะเอาไปซื้อของ  เงินมันก็จะไม่ไหลสู่ระบบตามรัฐคาดไว้  เพราะเงินจะไปตกอยู่ที่เจ้าหนี้คนเดียว เป็นต้น

ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วที่ประเทศญี่ปุ่น  ที่รัฐบาลญี่ปุ่นเคยใช้วิธีการแจกเงิน  เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพราะคนไม่ยอมใช้เงิน  จนเกิดภาวะเงินฝืด  รัฐบาลญี่ปุ่นจึงใช้วิธีการแจกเงิน  แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ  คนญี่ปุ่นรู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่ดี กลัวอนาคตไม่มีเงินใช้  จึงเลือกที่จะเอาเงินไปฝากธนาคารแทนการซื้อของ  จึงทำให้มาตรการไม่ได้ผล 

รัฐบาลญี่ปุ่นจึงปรับวิธีมาแจกเป็นสินค้าแทนการแจกเงิน  แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลายเป็นว่าคนที่ได้รับแจก  เลือกที่จะเอาของที่ได้ไปขาย  แล้วเอาเงินที่ขายได้ไปฝากธนาคารเหมือนเดิม  มาตรการจึงไม่ได้ผลดี

ดังนั้นมาตรการจะเกิดผลได้ก็ต้องเกิดการใช้จ่ายจริงๆ  และเพื่อให้เงินไปสู่ระบบตามรัฐบาลคิดไว้  จึงต้องมีการออกมาตรการว่าต้องใช้จ่ายกับร้านค้าที่รัฐกำหนดเท่านั้น  เพราะร้านค้าเหล่านี้  ก็จะมีการสั่งของตามห่วงโซ่การผลิต  ตามที่รัฐวางเอาไว้  เมื่อเป็นเช่นนั้น  เงินที่แจกไปก็จะถูกส่งต่อ  หมุนในระบบ  และช่วยดันการบริโภค  หนุนการเติบโตตามที่รัฐบาลคิดเอาไว้

แต่อีกสิ่งที่สำคัญคือ  มาตรการแจกเงินนี้เป็นเหมือนการแก้ปัญหาปลายเหตุ  เพราะเมื่อเศรษฐกิจไม่ดี  คนไม่ใช้จ่าย  รัฐก็เอาเงินใส่มือเพื่อให้เอาไปใช้  จึงเป็นมาตรการที่แก้ปัญหาได้ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น  เพราะปัญหาไม่ได้ถูกแก้ที่ต้นเหตุ  แต่แค่บรรเทาไม่ให้เศรษฐกิจมันชะลอหนักไปมากกกว่านี้เท่านั้นเอง

Advertisement

Advertisement

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

- Advertisment -
รับข่าวสารจาก Business Today

ไม่พลาดข่าวสารแวดวงธุรกิจ เราอัพเดตข่าว บทความ และเรื่องน่าสนใจ สดใหม่ทุกวัน คุณสามารถรับข่าวสารจากเราได้ง่ายๆ โดยกรอก

ชื่อ นามสกุล และอีเมล

ได้เลยครับ