Home Money2know ค่าเงินบาทเท่าไหร่ เสือตัวที่ห้าจึงกลับมา

ค่าเงินบาทเท่าไหร่ เสือตัวที่ห้าจึงกลับมา

ค่าเงินบาท ของไทยยังอยู่ในระดับ 31.4 (ข้อมูล ณ วันที่ 10 มี.ค.62) แม้จะอ่อนลงจากช่วงปลายปี 2019 ที่ 30.1 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐแล้ว แต่หากคำนวณอัตราค่าเงินที่เหมาะสม จากการคำนวณดัชนีค่าเงินบาท(NominalEffective Exchange Rate, NEER) และดัชนีค่าเงินที่แท้จริง (RealEffective Exchange Rate, REER) พบว่าแท้ที่จริงแล้วค่าเงินบาทในที่ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ยังไม่ใช่ค่าเงินบาทที่เหมาะสมอย่างที่หลายคนดีใจ!

        ปัญญา จรรยารุ่งโรจน์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Global Markets ธนาคาร HSBC & Citibank ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดเงิน มีความผูกพัน และศึกษาเชิงลึกในตลาดเงินมากว่า 35 ปี กล่าวถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทไทยที่เกิดขึ้นพร้อมตั้งข้อสังเกตว่าแท้ที่จริงแล้ว ณ เวลานี้เงินบาทควรอยู่ในระดับเท่าไหร่ จึงจะสามารถอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้

เมื่อย้อนดูข้อมูล ดัชนีค่าเงินบาท (NEER) เปรียบเทียบกับ ดัชนีค่าเงินที่แท้จริง (REER) ซึ่งเป็นวิธีการคำนวณหาอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสม ณ เวลาหนึ่ง ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล วิธีนี้ทำให้พบว่า ค่าเงินบาท ที่ 31.4 (ข้อมูล ณ วันที่ 10 มี.ค.62) ไม่ใช่ค่าเงินบาทที่เหมาะกับประเทศไทย ณ เวลานี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

- Advertisement -

จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยย้อนหลังตั้งแต่ปี 2537-2562 สะท้อนว่า แท้ที่จริงแล้วดัชนีค่าเงินบาท (NEER) ของไทย ณ เวลานี้ ควรอยู่ในระดับ 38.5 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ดัชนีค่าเงินที่แท้จริง (REER) ควรอยู่ในระดับที่ 35 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐ

ที่มาภาพ : งานประชุมระดมสมอง ออมดอลลาร์ช่วยชาติ กองทุนรวมเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย โดยบริษัทเว็ลธ์แมเนจเม้นท์ ซิสเท็ม จำกัด

หมายเหตุ : การเพิ่มขึ้นของดัชนีค่าเงิน หมายถึง เงินบาทแข็งค่าขึ้นเทียบกับสกุลเงินของประเทศคู่ค้าและคู่แข่งของไทย สะท้อนว่าไทยเสียเปรียบด้านราคาโดยรวมเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าและคู่แข่ง
NEER คำนวณโดยเปรียบเทียบค่าเงินบาทกับค่าเงินของประเทศคู่ค้าและคู่แข่งของไทย 25 สกุล และนำมาเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักตามสัดส่วนการค้าระหว่างกัน

REER คำนวณจาก NEER ปรับด้วยระดับราคาโดยเปรียบเทียบกับประเทศคู่ค้าและคู่แข่ง สะท้อนอำนาจซื้อที่แท้จริงและความสามารถในการผลิตสินค้าของประเทศ

แหล่งที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

เมื่อค่าเงินบาทไทยยังแข็งค่าอยู่ระดับ 31.4 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งห่างจากดัชนีค่าเงินบาท (NEER) และ ดัชนีค่าเงินที่แท้จริง (REER) ที่ควรจะเป็น ทำให้ประเทศเสียความสามารถในการแข่งขัน และกระทบต่อการเติบโตของประเทศ

“ค่าเงินบาทที่แข็งกว่าปัจจัยพื้นฐานเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ทำให้เราเสียความสามารถในการแข่งขัน และขาดดุลการค้าอย่างรุนแรง เปิดโอกาสให้นักเก็งกำไรค่าเงินต่างชาติมาโจมตีค่าเงินบาทจนทำให้เศรษฐกิจถดถอยอย่างหนัก ในห้วงเวลานี้ เราก็เสียความสามารถในการแข่งขันเช่นเดียวกัน เศรษฐกิจก็กำลังชะลอตัวลงเช่นเดียวกัน  แต่อยู่ในวิสัยที่แก้ไขได้”

โดยการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ไม่ควรปล่อยให้เศรษฐกิจพังจนเงินบาทอ่อนลงเองตามกลไกตลาด แต่ควรให้ความสำคัญกับการแก้ที่โครงสร้างของปัญหา โดยต้องให้เงินบาทอ่อนลงจากการบริหารจัดการที่เหมาะสม ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคการเงินภาคธุรกิจ และนักวิชาการ

        การแก้ปัญหาต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในไทยเพื่อแก้ปัญหามากกว่าการยึดแค่ทฤษฎี เช่น 

– ในทางทฤษฎีระบุว่าดุลบัญชีเดินสะพัดทำให้บาทแข็ง ขณะที่ข้อเท็จจริงในแนวทางปฏิบัติ ค่าเงินไม่จำเป็นต้องผูกกับการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากจนเกินไป สะท้อนจากประเทศเยอรมนีที่เกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากที่สุดในโลก เป็นเวลา 4 ปีติดต่อกัน แต่ค่าเงินยูโรอยู่ในระดับที่อ่อนมาก

– ในทางทฤษฎีระบุว่าเงินบาทแข็งให้เน้นการออกไปลงทุนต่างประเทศ แต่ข้อเท็จจริงในแนวทางปฏิบัติ สินทรัพย์เสี่ยงขึ้นมาสูงมากยาวนานเป็นสิบปี จึงเป็นการแนะนำให้ลงทุนที่เสี่ยงเกินไป นอกจากนั้นส่วนใหญ่มีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้ไม่มีผลต่อการแลกเปลี่ยน  เป็นเพียงเอาเงินออมที่มีค่าของไทยไปลงทุนในต่างประเทศซึ่งเท่ากับนำเงินออมของไทยไปพัฒนาประเทศอื่น

– ในทางทฤษฎีระบุว่า ค่าเงินบาท แข็งคือโอกาสในการลงทุนสั่งเข้าสินค้าทุนต่างๆ แต่ข้อเท็จจริงในแนวทางปฏิบัติ เงินบาทแข็งทำให้เศรษฐกิจหดตัว ไม่เจริญเท่าที่ควรกำลังซื้อต่ำ คนที่จะลงทุนเพื่อทำธุรกิจในประเทศต้องเผชิญกับปัญหาการบริโภค และกำลังซื้อภายในประเทศต่ำ ย่อมไม่สั่งของเข้ามาในประเทศ เพื่อขยายธุรกิจการสั่ง robot เข้ามาแทนแรงงานคนยิ่งทำให้อัตราว่างงานสูง เพราะตกงานเพิ่มขึ้นขณะเดียวกันผู้ที่ต้องการผลิตเพื่อส่งออกก็ยิ่งเสียเปรียบด้านการแข่งขันเพราะว่าอัตราแลกเปลี่ยนไม่เอื้อต่อการผลิตเพื่อส่งออก

นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องหาวิธีแก้ปัญหาทางโครงสร้าง ที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เช่นก่อนวิกฤติ ปี 1997 ประเทศไทยขาดเงินออม ทำให้ต้องยอมรับกติกามหาอำนาจ โดยต้องยอมเปิดรับทุนต่างชาติอย่างเสรี และห้ามคนในประเทศถือเงินตราต่างประเทศเพื่อรักษาเงินออม และค่าเงินเอาไว้

ณ ปัจจุบันปี 2020 ประเทศไทยใช้เวลา 15 ปี สะสมเงินออมที่เกิดจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดได้ 230,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ยังมีโครงสร้างที่ยอมรับกติกามหาอำนาจ ซึ่งทำให้นักเก็งกำไรต่างชาติ   เข้ามาซื้อขายในตลาดเงินไทยได้อย่างเสรีจนมีอิทธิพลกับตลาดทุนไทยเกินความจำเป็น ขณะเดียวกันยังมีการสนับสนุนให้ลงทุนต่างประเทศ ซึ่งนอกจากไม่ได้ช่วยให้ค่าเงินอ่อนลงได้จริงๆ แล้ว ยังทำให้ไม่สามารถรักษาเงินออมที่ไทยมีอยู่เพื่อพัฒนาประเทศ

นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่สะท้อนว่า “ ค่าเงินบาท ที่แข็งเกินความจำเป็น” เป็นปลายเหตุที่ต้องเร่งแก้จากต้นเหตุ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในหลายมิติ โดยเฉพาะความสามารถในการแข่งขัน ตราบใดที่ยังไม่มีการตระหนักและพยายามแก้ไขอย่างตรงจุด

ที่มาภาพ : งานประชุมระดมสมอง ออมดอลลาร์ช่วยชาติ กองทุนรวมเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย โดยบริษัทเว็ลธ์ แมเนจเม้นท์ ซิสเท็ม จำกัด

        ทั้งนี้ ค่าเงินใช้เวลา 7– 8 เดือน กระทบต่อดุลการค้า และ ดุลบัญชีเดินสะพัด และใช้เวลา 14 เดือนจึงจะกระทบต่อ Nominal GDP growth ซึ่งหมายความว่าหากยังไม่มีกลไกที่ทำให้ค่าเงินเข้าสู่ระดับที่เหมาะสม อาจในอีก 7-14 เดือนข้างหน้า ค่าเงินบาท ที่แข็งเกินควรจะส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจได้ชัดเจนกว่าที่เป็นอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

าภาพ :งานประชุมระดมสมอง ออมดอลลาร์ช่วยชาติ กองทุนรวมเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย โดยบริษัทเว็ลธ์ แมเนจเม้นท์ ซิสเท็ม จำกัด

              “กุญแจสำคัญคือเราจะทำอย่างไรให้ธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขันในมิติของค่าเงินซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนที่ต้องพิจารณา เพื่อให้ไทยฝ่าวิกฤติค่าเงินเหล่านี้ และกลับมาผงาดเป็นเสือตัวที่ 5 ดังความหวังที่แสนยาวนานได้อย่างภาคภูมิ

ออมดอลลาร์ช่วยชาติกองทุนรวมเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ตอนที่ 1

บทความโดย Wealthmagik.com

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง : QE ยาแรงนอกตำราที่เป็นทั้งเทวาและซาตาน

Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

อะเมซอนเลิกขายสินค้า ‘บูฮู’ อ้างเอาเปรียบลูกจ้าง

บูฮู บริษัทค้าปลีกสินค้าแฟชั่นออนไลน์กำลังจะเปิดแถลงข่าวการทบทวนกระบวนการซัพพลายเชน ภายหลังจากที่สื่อรายงานว่าโรงงานของบูฮูมีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เลวร้าย ทำให้ผู้จัดจำหน่ายหลายรายรวมถึงอะเมซอนที่จะยกเลิกการขายสินค้าให้บูฮู บูฮูกล่าวว่าทางบริษัทให้ความสำคัญต่อข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการประพฤติผิด สภาพแวดล้อมการทำงานที่เลวร้าย และการจ่ายเงินเดือนต่ำกว่าอัตราอย่างจริงจัง แหล่งข่าวระบุว่าลูกจ้างโรงงานผลิตเสื้อในเมืองเลสเตอร์ที่ส่งสินค้าให้กับบูฮูได้รับค่าจ้างเพียง 3.50 ปอนด์ (4.39 ดอลลาร์) ต่อชั่วโมง เทียบกับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 8.72 ปอนด์ (10.94 ดอลลาร์) ต่อชั่วโมง นอกจากนี้โรงงานยังเปิดดำเนินการตามปกติในช่วงที่มีการล็อกดาวน์และมียอดผู้ติดเชื้อจากโคโรนาไวรัสเพิ่มขึ้นโดยไม่มีมาตรการทางด้านสุขอนามัยหรือการเว้นระยะห่างทางสังคม ทางด้านหน่วยงานปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหราชอาณาจักรได้เข้าตรวจค้นโรงงานหลายแห่งในเมืองเลสเตอร์เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับการใช้แรงงานทาสและการค้ามนุษย์ หากพบกรณีดังกล่าวจริงจะทำให้บริษัทผู้ผลิตเหล่านี้ต้องจ่ายค่าปรับเป็นจำนวนเงินมหาศาล หุ้นของบริษัทบูฮู ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า เช่น พริตตี้ลิตเติ้ลธิง (PrettyLittleThing) แนสตี้ แกล...

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

แข่งเดือดยุคโควิด…อิโตชูเล็งซื้อหุ้น 100% แฟมิลี่มาร์ทในญี่ปุ่น

อิโตชูเล็งเข้าถือหุ้นทั้งหมดในแฟมิลี่มาร์ท เตรียมร่วมมือใกล้ชิดด้านการจัดหาอาหาร-สินค้า รวมถึงวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า ท่ามกลางกระแสแข่งเดือดร้านสะดวกซื้อและการระบาดของโควิดที่ฉุดกำไรลด บริษัทอิโตชูกล่าวว่ามีแผนเข้าถือหุ้นทั้งหมดในบริษัทแฟมิลี่มาร์ท ผ่านการทำคำเสนอซื้อหุ้นต่อผู้ถือหุ้น จากปัจจุบันที่มีหุ้น 50.1% และจะใช้เงินประมาณ 580,000 ล้านเยน (ประมาณ 168,000 ล้านบาท) ในการซื้อหุ้นที่เหลือ การเข้าถือหุ้น 100% จะเปิดโอกาสให้อิโตชูดำเนินการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ของร้านสะดวกซื้อรายใหญ่อันดับ 2 ของญี่ปุ่นได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังเพิ่มศักยภาพในการทำกำไรผ่านการนำเครือข่ายจัดซื้อทั้งในประเทศและต่างประเทศของอิโตชู มาใช้ประโยชน์มากขึ้น นอกจากนั้น ทั้งสองยังจะเติมเต็มกันในด้านการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า และการชำระเงินทางดิจิทัล โดยข้อมูลมากมายเกี่ยวกับลูกค้าจะเปิดโอกาสให้บริษัทพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ...

หุ้นเอเชียร่วงตามดาวโจนส์ กังวลล็อกดาวน์หลังสหรัฐติดโควิดพุ่งทุบสถิติ

หุ้นเอเชียเปิดตลาดร่วงตามวอลล์สตรีท นักลงทุนเริ่มหันมาให้น้ำหนักกับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกครั้ง หลังผู้ติดเชื้อรายใหม่ในสหรัฐพุ่งทำสถิติใหม่รายวัน และผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น นักวิเคราะห์กล่าวว่านักลงทุนเริ่มกังวลว่ารัฐบาลอาจจะประกาศล็อกดาวน์รอบใหม่ ซึ่งจะกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ดัชนีล่วงหน้า S&P/ASX 200 เปิดตลาดลดลง 0.41% ดัชนีนิเกอิล่วงหน้าขยับขึ้นเล็กน้อย 0.02% และดัชนีฮั่งเส็ง ลดลง 0.87% ขณะที่ดัชนีล่วงหน้า S&P 500 เพิ่ม 0.12% จากปิดตลาดเมื่อคืนนี้ ลดลง 0.56% ปิดที่ 3,152.05...

Canon เปิดตัวกล้อง EOS R5-EOS R6 หวังทวงคืนบัลลังก์กล้องดิจิทัล

Canon ถ่ายทอดสดเปิดตัวกล้องรุ่นใหม่ หลังจากโหมกระแสมาตลอดสัปดาห์ โดยได้เปิดตัว กล้อง Mirrorless รุ่น EOS R5 และ EOS R6 โดยผู้บริหารของ Canon ระบุว่า บริษัทจะเดินหน้าในการพัฒนากล้องต่อไปแม้จะถูกวิกฤติโควิด-19 เข้ามาส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจ เอิ้ดดี้ อุดางาวะ รองประธานของ Canon สิงคโปร์ ระบุว่า แม้ช่วงที่ผ่านมาโลกจะเปลี่ยนไปอย่างมากเนื่องจากไวรัสโควิด-19 การถ่ายก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน...

Related News

ค่าเงินบาทมีทิศทางอ่อนค่า ยอดติดเชื้อโควิด-19 กดดันตลาดหุ้น

คาดค่าเงินบาทในสัปดาห์หน้าเคลื่อนไหวอ่อนค่าเล็กน้อยตามทิศทางค่าเงินภูมิภาค ขณะที่ตลาดหุ้นเคลื่อนไหวในกรอบ 1,360-1,400 จุด ยังเผชิญแรงกดดันจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในสัปดาห์ถัดไป (6-10 ก.ค.) ที่ 30.80-31.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามสถานการณ์โควิด-19 ในหลายประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ตลอดจนปมขัดแย้งในประเด็นฮ่องกงระหว่างจีน และนานาประเทศ ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญระหว่างสัปดาห์ ได้แก่ ดัชนี PMI/ISM ภาคบริการ ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนมิ.ย. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ตลาดอาจรอติดตามตัวเลขเศรษฐกิจเดือนมิ.ย....

กรุงศรีคาดเงินบาทซื้อขายในกรอบ 30.75-31.10 มองบาทมีแนวโน้มแข็งค่า แม้สินทรัพย์เสี่ยงผันผวนสูง

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 30.75-31.10 บาทต่อดอลลาร์เทียบกับระดับปิดแข็งค่าที่ 30.90 บาทต่อดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยเงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 5 เดือน หลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.5% ตามคาด ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นและพันธบัตรไทย 1.1 หมื่นล้านบาท และ 4.8 พันล้านบาท ตามลำดับ กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์...

แนวโน้ม ‘บาทแข็ง-หุ้นแกว่ง’ จากข้อมูลเศรษฐกิจแย่-ติดโควิด-19 ทั่วโลกพุ่ง

แนวโน้ม ค่าเงินบาท แข็งค่า หลังขยับแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 5 เดือน ขณะหุ้นสวนทาง ได้รับแรงกดดันจากข้อมูลเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ และแนวโน้มการติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกเพิ่ม เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค โดยมีอานิสงส์จากสัญญาณทยอยคลายล็อกดาวน์เศรษฐกิจ และการออกมายืนยันว่า ข้อตกลงทางการค้าสหรัฐฯ และจีนในเฟสแรกยังเป็นไปตามเดิม

กรุงศรีเผยเงินบาทแข็งค่าหลังกนง. คงดอกเบี้ยตามคาด มองดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 0.5% ถึงสิ้นปี

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มีความเห็นต่อผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.5% ตามที่ตลาดคาดไว้ ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นมาที่ระดับ 30.82 ต่อดอลลาร์ ภายหลังการลงมติ นับตั้งแต่ต้นปี เงินบาทอ่อนค่าลงราว 3% เนื่องจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงจากการระบาดของโควิด-19 และภาวะเงินทุนไหลออก อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาส 2 เงินบาทปรับตัวดีกว่าสกุลเงินในภูมิภาคจาก Sentiment ที่ดีขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะมีการตอบสนองด้านนโยบายจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ในแบบที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน ทั้งนี้ กนง....

หั่น GDP หดแรง 8% ต่ำสุดประวัติการณ์ ธปท.ชี้ครึ่งปีหลังฟื้นช้า บาทแข็ง เงินร้อนทะลัก

ธปท.หั่น GDP ปีนี้ หดตัวแรง 8% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ยอมรับเศรษฐกิจไตรมาส 2 ลงลึกถึง 2 หลัก ครึ่งปีหลังจุดเสี่ยงใหญ่“โควิดยังอยู่” กดดันฟื้นตัวช้า เผยคลายล็อกดาวน์ กิจกรรมเศรษฐกิจกลับมาไม่เท่าเดิม แพคเกจท่องเที่ยว พยุง GDP ติดลบน้อยลง ค่าเงินบาทแข็ง เงินต่างชาติไหลเข้า นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน...