ค่าเงินบาทที่เหมาะสมเป็นกระดุมเม็ดแรกที่สำคัญ จุดกำเนิดเล็ก ๆ นี้ มีผลสะเทือนใหญ่หลวงเกินจินตนาการกับการกินดีอยู่ดีของคนในชาติ  ระบบเศรษฐกิจไทยเปิดกว้างมากทีเดียว เราส่งออกมาก เรามีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติมาก เมื่อเทียบกับ GDP  ค่าเงินบาทที่เอื้อต่อการแข่งขันเวทีค้าโลกจึงสำคัญ การบริหารจัดการเพื่อให้ได้ระดับค่าเงินที่เหมาะสมจึงสมควรเป็นยุทธศาสตร์ชาติ

หลายประเทศนิยมกำหนดค่าเงินของตนให้สอดคล้องกับสิ่งที่เรียกว่า ดัชนีค่าเงิน ที่คำนวณจากค่าเงินของประเทศคู่ค้า ถ่วงน้ำหนักตามปริมาณการค้า (NEER / REER ) เพื่อให้แน่ใจว่าการส่งออกสินค้า และบริการจะแข่งขันกับนานาชาติได้ดี

ธนาคารกลางประเทศเศรษฐกิจเปิดเหมือนเรา ประเทศที่เป็นเสือพันธุ์แท้ในเอเซีย เชื่อ และมุ่งตั้งเป้าบริหารจัดการให้ดัชนีค่าเงินของตน เข้าใกล้ช่วงระดับ 100  ไม่ปล่อยให้ค่าเงินถูกกำหนดโดยพฤติกรรมจากการปั่นค่าเงิน (BEER)  แบบที่เราเผชิญตลอดหลายปีที่ผ่านมา จนเศรษฐกิจไทยบอบช้ำเหลือเกิน

- Advertisement -

ค่าเงินที่ดี ที่เหมาะสมควรจะใกล้เคียงกับดัชนีค่าเงินทั่วไป NEER (Nominal Effective Exchange Rate) หรือดัชนีค่าเงินที่แท้จริง REER (Real Effective Exchange Rate) ที่นำดัชนี NEER มาปรับด้วยส่วนต่างเงินเฟ้อระหว่างประเทศคู่ค้า ก็จะได้ระดับอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินที่แน่ใจว่าแข่งขันได้ ไม่เสียเปรียบ 

หากระดับดัชนี REER และ NEER อยู่ที่ 100 เป็นระดับที่เหมาะสมตามที่ทั่วโลกยอมรับ ย่อมหมายความว่า ค่าเงินบาทก็ควรจะอยู่ที่ 35 ถึง 38.5 เพื่อให้สินค้า และบริการของไทยสามารถแข่งขันกับคู่ค้าในตลาดโลกได้อย่างหลับสบายไร้กังวล ย้อนมองดูค่าเงินในปี 2551 ซึ่งดัชนีค่าเงินอยู่ที่ 100  ค่าเงินบาทอยู่ที่ 36 ก็จะเป็นระดับที่ส่งผลดีกับเศรษฐกิจไทย

ค่าเงินบาทที่เหมาะสม จะมีผลต่อ ดุลการค้าใน 7 เดือน (Lead Time)  และต้องใช้เวลา 14 เดือนจึงมีผลต่อ GDP  

ผลจากค่าเงินที่แข็งเกินประเทศคู่ค้ามาหลายปี  เศรษฐกิจไทยอ่อนแอกว่าประเทศคู่ค้า เราอาจซื้อน้ำมันได้ถูกลง รถหรูยุโรปนำเข้าราคาลดลง ทัวร์ชวนชิมที่ฮ่องกงดูคุ้มกว่าเที่ยวภูเก็ต  แต่หายนะจาก ค่าเงินบาท ที่แข็งลำดับต้น ๆ ของโลก สินค้าไทยทั้งประเทศราคาแพงขึ้นพร้อมกันชั่วข้ามคืนในตลาดโลก ทั้งที่เราคงราคาสินค้าเป็นเงินบาทเท่าเดิม ไม่ได้ขึ้นราคาเลย เปิดช่องให้คู่แข่งชาติอื่นแทรกตลาดของเรา โรงแรม และการท่องเที่ยวถูกเพื่อนบ้านแย่งลูกค้า เพราะราคาเราแพงขึ้นในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งที่เราได้เงินบาทเข้ากระเป๋าเท่าเดิม ระบบเศรษฐกิจไทยที่เปิดกว้างกว่าก็จะต้องเจ็บหนักกว่าแน่นอน

เพียงค่าเงินที่แข็งเกินจริง จุดชนวนเล็กๆ นี้สร้างปฏิกิริยาต่อเนื่องสั่นสะเทือนถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งเราภูมิใจ เราให้การส่งเสริม และทุ่มเทพัฒนากว่า 30 ปี จึงมีบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของโลกมาตั้ง มาใช้ไทยเป็นฐานผลิต และส่งออกรถยนต์จนติดอันดับโลก ถึงกับเป็นดีทรอยต์แห่งเอเชียเลยเชียว  ลางร้ายเริ่มปรากฎ เราเริ่มเห็นการทยอยถอนตัว มาสด้าย้ายการผลิต SUV กลับญี่ปุ่น  ยักษ์ใหญ่ GM อเมริกาโกโฮมปิดธุรกิจถาวร จึงให้ห่วง ให้กังวลกับระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก EEC โครงการใหญ่ เงินหน้าตักสูงลิ่วที่เราเล่นใหญ่ และหวังไทยเจริญโชติช่วงดังโครงการมาบตาพุดในอดีต  ภารกิจนี้คงต้องเหนื่อย หากค่าเงินยังคงแข็งเกินปัจจัยพื้นฐาน ต้องรีบปลดชนวน ตัดวงจรทำลายล้างพลังสูงนี้โดยเร็ว

ในช่วงภาวะภัยโรคระบาดโควิด เศรษฐกิจไม่ใช่อยู่ในภาวะปกติ ยิ่งแย่ลง ค่าเงินยิ่งควรจะต้องอ่อนลงมากกว่าปกติ  น่าจะอ่อนลงตามดัชนี FEER (Fundamental Effective Exchange Rate)  ซึ่งชี้นำค่าเงินบาทว่า ควรอ่อนกว่าเหตุการณ์ปกติ หมายถึง อ่อนกว่าดัชนีค่าเงินทั่วไป (REER ที่ 35 / NEER ที่ 38.5 ณ วันที่ประชุม 12-02-20) ด้วยซ้ำ เพื่อเป็นตัวช่วยกระตุ้นภาคการส่งออก และการท่องเที่ยวให้มากขึ้น ให้การเติบโตทางเศรษฐกิจกลับสู่ภาวะปกติเร็วขึ้น

การที่เงินบาทเทียบกับดอลลาร์อ่อนค่า เพราะวิกฤตโควิดในปัจจุบันจึงยังอ่อนค่าไม่พอ คือ ไม่มากพอตามดัชนีค่าเงินทั้งสาม (REER / NEER / FEER) นั่นเอง เพราะค่าเงินคู่แข่งต่างชาติฉลาด และรู้เท่าทันเงินบาทของเรา  จึงรีบอ่อนตัวอ่อนค่า (เทียบกับดอลลาร์) ไม่ให้ค่าเงินบาททิ้งห่างให้ผู้ส่งออกไทยได้เปรียบ  ดังนั้น เงินบาทอ่อนเพราะไวรัสโควิดมาใกล้ 33 บาท จึงไม่พอ ยังเสียเปรียบประเทศคู่ค้าอีกมาก  หากอ้างถึงดัชนีค่าเงินโดย ธปท. มี.ค. 2563 อยู่ที่ 121.71 แปลว่า ราคาสินค้าส่งออกไทยแพงกว่าประเทศคู่แข่ง 21.71% (ค่าเงินบาทตามดัชนีแบงก์ชาติจึงควรเท่ากับ 39.90 บาทต่อดอลลาร์)  ค้าขายแบบนี้ในเวทีโลกเราเหนื่อยนะ  เจ๊งนะ!

ทางการไทยพยายามปรับค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์ให้กลับไปที่ดัชนีค่าเงินที่ระดับ 100  เพราะเชื่อว่าเป็นอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะให้สินค้าไทยแข่งในตลาดโลก พ่อค้าไทยยุค 4.0 ต้องรีบเข้าใจ  ต้องหมั่นจ้อง หมั่นจับแมะชีพจรดัชนีค่าเงินแทนการดูอัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์ต่อบาทไปวันๆ เพราะมันหลอกตา  ไม่ได้บอกว่าค่าเงินบาทขยับไปถูก หรือแพงเทียบกับค่าเงินประเทศคู่แข่งสำคัญของเรา ไม่ได้เตือนให้พ่อค้าไทยรู้ว่าราคาสินค้าส่งออกของตนได้เปรียบ หรือเสียเปรียบเพราะปัจจัยค่าเงิน ดังตำราพิชัยสงครามซุนวูที่ว่า :

“ รู้ค่าเงินเค้า  รู้ค่าเงินเรา (จากดัชนีค่าเงินไม่ใช่ดอลลาร์บาท)   ค้า(ขาย)ร้อยครั้ง  ชนะร้อยครั้ง”

ค่าเงินบาทสำคัญ  การรักษาค่าเงินที่เหมาะสมต้องเป็นวาระแห่งชาติ  ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือ ไม่ใช่เรื่องยากเกินกำลังของคนในชาติ เพราะทฤษฏีบริหารเงินเรื่อง Mean Reversion อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า ค่าเงินเป็นสิ่งที่สามารถผลักกลับไปสู่ราคาเฉลี่ยมาตรฐานได้ง่ายที่สุดในบรรดาราคาของหลักทรัพย์ทั้งหลาย ช่วยกัน..เราทำได้แน่

ออมดอลลาร์ช่วยชาติ รบพร้อมกันมัน(ส์)กว่า

เริ่มต้นกันใหม่ ปรับแนวคิด ปรับวิธีรบกับนักปั่นค่าเงินต่างชาติใหม่  โดยเริ่มจากรัฐสร้างนโยบายเชิงรุกผลักดันให้เกิดเงินออมดอลลาร์เอกชนในประเทศโดยเร็ว ต้องเร็ว แบงก์ชาติต้องไม่ถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวกับภารกิจสะสมเงินทุนสำรอง และสู้รบปกป้องค่าเงินอีกต่อไป เอกชน มวลชนผู้รักชาติจะต้องเป็นทัพหน้า ทางการชี้เป้าค่าเงินที่เหมาะสม คอยสนับสนุนเครื่องมือ และสร้างนโยบายเกื้อหนุน แล้วรบพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียง ไพร่ฟ้าก็จะหน้าใสอีกครั้ง

 

หลายปีที่ผ่านมา ไทยดำเนินนโยบายการคลังที่ผ่อนคลาย แต่เพราะความกลัวสิ่งที่เรียกว่า “ Search for yield การตามล่าผลตอบแทนการลงทุน”  ทำให้นโยบายการเงินกลับไม่ผ่อนคลายตามนโยบายการคลัง  นโยบายเศรษฐกิจสำคัญของชาติทั้งสองไม่ประสานพลังกันอย่างที่ควร จึงเป็นสูตรสำเร็จของต่างชาติในการโจมตีค่าเงินของเรา จนเป็นเหตุให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพมาก

กองทุนเงินออมดอลลาร์ จะช่วยแก้ปัญหาและประสาน  2 พลังนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญสุดของประเทศ  โดยสามารถ  มีนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายสำหรับกองทุนแยกเป็นอิสระจากนโยบายดอกเบี้ยสำหรับภาพรวมของเศรษฐกิจ และใช้นโยบายการเงินของกองทุนดอลลาร์นี้ ประสานกับนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน สามารถปรับขึ้นลงได้ตามสภาวะตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ก็จะเป็นอาวุธใหม่ที่ง่ายแต่ทรงพลังคล่องตัวสูงสำหรับทางการ   

เส้นดอกเบี้ยนโยบายเส้นใหม่ของเงินออมดอลลาร์ สามารถจัดให้ต่ำเท่าไรก็ได้ เช่น ดอกเบี้ยต่ำกว่าศูนย์เหมือนยูโร หรือเงินเยนก็ได้ เป็นการเพิ่มอาวุธให้หลากหลายขึ้น เพิ่มศักยภาพนโยบายการเงินของเราให้ทัดเทียมกับประเทศที่พัฒนาแล้ว อาวุธทัดเทียมไม่เสียเปรียบในการบริหารค่าเงินอีกต่อไป และเป็นการกระตุ้นภาคการค้าระหว่างประเทศ  อีกทั้งไม่กระทบดอกเบี้ยพื้นฐานเพื่อบริหารเศรษฐกิจมหภาคตามนโยบายการเงินของประเทศ

การกำหนดเส้นนโยบายดอกเบี้ยกองทุนเงินออมดอลลาร์ให้ต่ำกว่าดอกเบี้ยนโยบายพื้นฐาน เป็นการส่งผ่านส่วนต่างดอกเบี้ยทำให้ผลตอบแทนการออมดอลลาร์สูงขึ้น  ซึ่งจะจูงใจให้ผู้ออมอยากถือเงินออมดอลลาร์เพิ่มขึ้น  ขณะเดียวกันก็เป็นการเยียวยาผู้ออมในภาวะเศรษฐกิจถดถอย ภาวะที่ดอกเบี้ยพื้นฐานอยู่ในระดับที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ต้องไม่ลืมว่าคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศพึ่งพิงรายได้จากดอกเบี้ยไม่ใช่เงินปันผลจากตลาดหุ้น

ภาคธนาคารจะได้ประโยชน์จากกองทุนออมดอลลาร์ เพราะ ค่าเงินบาท ที่เหมาะสมเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างเต็มที่ เต็มตามศักยภาพ เมื่อเศรษฐกิจดี ธนาคารก็ปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น คุณภาพสินเชื่อดีขึ้น ไม่มีหนี้สูญมาก ๆ ให้ปวดหัวปวดใจ

ธนาคารสามารถสนับสนุนกองทุนเหล่านี้ได้ง่ายๆ

โดยรับซื้อ และรับฝากเงินดอลลาร์ในอัตราที่ดีกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กองทุนนำเงินดอลลาร์ไปฝากที่ต่างประเทศ ด้วยเพราะธนาคารพาณิชย์ไทยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมกองทุนฟื้นฟู (0.46%*) เหมือนการระดมเงินฝากที่เป็นเงินบาท และต้นทุนเงินจะถูกลงไปอีกเมื่อแปลงเงินฝากดอลลาร์เป็นเงินบาทผ่านตลาดสวอป เพราะเงินบาทจากตลาดสวอปปกติจะได้ดอกเบี้ย (THBFIX Rate) ที่ถูกกว่าในตลาดเงินกู้ยืมระหว่างธนาคาร (BIBOR Rate)

(*ธปท. เตรียมลดค่าธรรมเนียมกองทุนฟื้นฟูเหลือ 0.23% เป็นเวลา 2 ปี)

ธนาคารเหมือนรับโชคสองชั้น ดีกว่าถูกหวยเลขสองตัว ดังนั้น ธนาคารควรคืนกำไรโดยการให้อัตราแลกเปลี่ยน และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากดอลลาร์ที่ดีตอบแทนผู้ออม ก็จะอนุโมทนา ก็จะเป็นการสร้างแรงจูงใจ และเป็นแรงผลักดันการสร้างตลาดเงินฝากดอลลาร์ ตลาดสำคัญที่ถูกมองข้ามเพื่อให้เจริญทัดเทียมกับประเทศอื่นในภูมิภาค มาเลย์ อินโด ฟิลิปปินส์ เค้าไปไกล แต่เราแซงโค้งได้เพราะฐานเงินออม เงินบัญชีเงินสะพัด และเงินทุนสำรองเราแข็งแรงมาก **

เงินออมดอลลาร์ในประเทศจะเป็นหัวเชื้อให้เกิดตลาดหุ้นกู้ดอลลาร์ในประเทศ เพื่อปล่อยกู้เอกชนรายใหญ่ที่ไปออกหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์ที่ต่างประเทศ เก็บส่วนต่างดอกเบี้ย (credit spread) ไว้ให้ผู้ออมดอลลาร์ในประเทศ เพิ่มความแข็งแกร่งให้ภาคการเงินไทย เพื่อเตรียมตัวเป็นพี่ใหญ่ในตลาดเงินภูมิภาครอบบ้านเรา

หากธุรกิจไทยมีธุรกรรมที่ต้องแปลงเงินบาทจำนวนมาก ธุรกิจไทย และ ธปท. ก็จะไม่ต้องปวดหัว ตกใจว่าจะทำธุรกรรมการเงินให้สำเร็จทั้งหมด และได้ราคาที่ดีอย่างไร ทำอย่างไรจะไม่กระทบ และสร้างความผันผวนของราคาอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดจนเป็นผลเสียกับตนเอง  หากอัตราแลกเปลี่ยนมีเสถียรภาพ และตลาดในประเทศมีเงินดอลลาร์มากพอ ธุรกิจก็ไม่จำเป็นต้องรีบทำธุรกรรมอย่างเร่งรีบ นักค้าเงินเก็งกำไรก็ไม่สามารถใช้ข้อมูลธุรกรรมใหญ่เพื่อแสวงหากำไร (front run) และสร้างความปั่นป่วนทิ้งไว้เป็นอนุสรณ์ให้เราต้องปวดใจ

**ฐานเงินออมไทยแข็งแกร่งมาก อย่าสับสนกับข่าวการแห่ขายกองทุนตราสารหนี้จนแบงก์ชาติต้องเสริมสภาพคล่อง คนไทยไม่ได้ขายกองทุนเพราะขาดเงินออม เสียงบ่นว่าซื้อพันธบัตรได้ไม่จุใจเสี่ย จองหุ้นกู้ไม่ได้ ซ้อสี่อดเที่ยวกับชัยทัวร์ โควต้าไม่มี แมวที่ไหนใครกักตุน  ฟ้องกระทรวงพาณิชย์ก็ไม่ได้ ตอบแต่ว่าอากาศร้อน เรากลัวน้ำอยู่หรือเปล่า แปลรวม ๆ ว่าเงินออมมีมากจริง ๆ ไม่ได้มุสา

แต่เวรกรรมที่เราปล่อยตลาดรองตราสารหนี้เป็นลูกกำพร้ามีจริง ยิ่งตลาดแรกโต (IPO) ตลาดรองยิ่งสำคัญ ถ้าไม่รีบช่วยกันแบงก์ชาติก็คงเหนื่อยอีกนาน ขอบอกอีกครั้งหนึ่งว่า เราไม่ได้ขาดเงินออม แต่เราขาดการพัฒนาตลาดรองตราสารหนี้ อย่างจริงจัง ถ้า บลจ. ขายพันธบัตร ขายหุ้นกู้ผ่านตลาดรองกับอาเสี่ยอาซ้อ ให้ Tier 1 / 2 / 3* ชอปง่ายขายคล่อง เสียงบ่นก็จะหาย เงินออมของชาติก็จะโต แบงก์ชาติก็ไม่ต้องทำโอทีวันหยุดเสริมสภาพคล่องกองทุนรวม  โอมม..ตลาดตราสารหนี้จงกลับมาเป็นลูกมีพ่อ จงไม่กำพร้าแม่ จงกลับมาเป็นเสาหลักตลาดทุนไทย ผู้มีอำนาจ จงได้ยิน จงได้ยิน…เพี้ยง! 

(*Tier 1 / 2 / 3 = ธนาคาร / นักลงทุนสถาบัน / นักลงทุนรายย่อย)

คืนความเสมอภาคผู้ออม ยึดอาวุธเงินออมไทยคืนจากต่างชาติ

ต้องคืนความเสมอภาค ให้คนในชาติ นักลงทุนไทยที่ลงทุนต่างประเทศผ่านกองทุน FIF ( ตามนโยบายไล่เงินไปนอกเพื่อลดการแข็งค่าของเงินบาท ) ไม่ต้องเสียภาษีรายได้ในต่างประเทศ แถมเหตุการณ์ไวรัสโควิด ทางการต้องกลับเข้าอุ้ม รัฐบาลควรสร้างสิ่งจูงใจแก่ผู้ออมไทย จึงไม่ควรเก็บภาษีดอกเบี้ยกองทุนออมดอลลาร์ช่วยชาติ ซึ่งจะเป็นการคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้ออมดอลลาร์ในประเทศ ผู้ร่วมรบกับแบงก์ชาติต่อสู้กับนักโจมตีค่าเงินที่ทำลายความกินดีอยู่ดีของชาวไทย ได้เวลาทบทวนนโยบายไล่เงินไปนอก คืนความเสมอภาค ยึดอาวุธเงินออมไทยคืนจากต่างชาติ แล้วเก็บรักษาเงินออมไทยที่แสนมีค่าไว้พัฒนาประเทศไทย

กองทุนเงินออมดอลลาร์ยังช่วยสร้างเสถียรภาพตลาดหุ้นไทย เพราะค่าเงินที่เหมาะสมจะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจจึงช่วยพยุงตลาดหุ้นได้ไม่แพ้ และอาจส่งผลยั่งยืนกว่ากองทุนพยุงหุ้น ยิ่งถ้ารัฐบาลใจดีให้รางวัลเพื่อกระตุ้นการแข่งขันบริหารกองทุนออมดอลลาร์ ก็จะเป็นการเร่งการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมบริหารเงินของไทย ให้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำภาคการเงินในภูมิภาค CLMVT

การที่ตลาดการเงินในซิตี้ออฟลอนดอนเป็นศูนย์กลางตลาดเงินของโลกได้นั้น ก็มีจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ แต่สำคัญยิ่งจากการรับฝากเงินดอลลาร์ในประเทศอังกฤษ (ปี1955) แล้วเจริญเติบโตแบบฉุดไม่อยู่จนเติบใหญ่กว่าศูนย์กลางการเงินโลกอย่างนิวยอร์ค ประเทศเจ้าของเงินดอลลาร์ด้วยซ้ำ

ดังนั้น การรักษาเงินออมดอลลาร์ในประเทศจึงเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการพัฒนาตลาดเงินให้แข็งแกร่ง ในทางกลับกัน การส่งเงินออมไปนอก ก็เป็นการช่วยพัฒนาตลาดการเงินของต่างประเทศให้เข้มแข็ง นักค้าเงินต่างชาติก็ยิ่งแข็งแรง เรายิ่งป้องกันตัวจากการโจมตีค่าเงินได้ยาก  ผลเสียจากที่เราส่งออกอาวุธเงินออมไปนอกประเทศนั่นเอง

    (อ่านเพิ่ม โจมตีค่าเงินอย่างเสรี สงครามรูปแบบใหม่ที่ไทยต้องเผชิญ)

รัฐเข้าถึงข้อมูลเงินออมดอลลาร์ในประเทศได้ง่ายกว่า เห็นรายละเอียด สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ช่วยให้กำกับดูแลเงินตราต่างประเทศที่ฝากอยู่ภายในประเทศถูกต้องแม่นยำทันเหตุการณ์ ง่ายต่อการสร้างเสถียรภาพ ระบบการเงินของประเทศ มีประโยชน์กว่าการส่งเสริมให้ไปลงทุนต่างประเทศ เพราะสูญเสียการกำกับดูแลเงินออมเหล่านั้นไปอย่างน่าเสียดาย  แถมการดูแลเสถียรภาพการเงินในประเทศก็จะทำได้ยากกว่ามาก

ตัวอย่างเชิงประจักษ์ วิกฤตโควิดที่ระบาดลามถึงตลาดทุน  กองทุนที่ไปลงทุนตราสารหนี้ต่างประเทศที่มีคุณภาพดี แต่ผู้ถือหน่วยลงทุนตื่นตระหนก แห่ไถ่ถอนเงินลงทุนจนกองทุนต้องปิดตัวลง ทางการไม่สามารถยื่นมือเข้าไปช่วยเสริมสภาพคล่องให้แก่ตราสารหนี้นอกประเทศได้ (สูญเสียอธิปไตยการกำกับเสถียรภาพการเงิน) จึงไม่สามารถเป็น Lender of last resort (เหมือนที่ช่วยเสริมสภาพคล่องให้กองทุนรวมในประเทศ) เพราะเป็นธุรกรรมอยู่เมืองนอก เหนืออำนาจกำกับ สร้างผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมจัดการกองทุนไทยโดยไม่จำเป็น

กองทุนออมดอลลาร์ จึงเป็นกองทุนสายพันธุ์ใหม่ที่เสี่ยงน้อยกว่าแต่มีประโยชน์กับนักออมไทย และประเทศมากกว่ากองทุนรวมที่ไปลงทุนต่างประเทศโดยตรง ภาครัฐสามารถกำกับดูแลง่ายกว่า เป็นตัวช่วยนโยบายการเงิน และเป็นอาวุธใหม่ที่ทรงพลัง คล่องตัวสูงไว้ป้องกันการโจมตีค่าเงิน และใช้สร้างเสถียรภาพให้ทั้งตลาดเงินตลาดทุนไทย ผู้ออมไทยก็ได้เครื่องมือชิ้นใหม่ช่วยการบริหารการลงทุนให้เข้าถึงจุดประสิทธิภาพตามทฤษฏีลงทุนสมัยใหม่ (Efficient Frontier)

 เราโชคดี  มีตัวอย่างให้เห็นหลายครั้งว่า คนไทยจำนวนมากมีจิตสาธารณะ มีสำนึกความรักชาติสูง ยินดีช่วยเมื่อชาติต้องการ ในสมัยวิกฤตการเงินต้มยำกุ้ง ก็รวบรวมทองคำ และธนบัตรดอลลาร์มาช่วยชาติในยามคับขัน โดยไม่หวังผลตอบแทน ได้เวลารวมพลังอีกครั้ง  ครานี้เพื่อช่วยแบงก์ชาติรักษาค่าเงินบาทให้กลับมาอยู่ระดับที่เหมาะสมตามดัชนีค่าเงิน ลดความเสียเปรียบในมิติค่าเงิน เพื่อให้สินค้า และการท่องเที่ยวไทยกลับมาแข่งเวทีโลก และช่วยกันร่วมสร้างดัชนีค่าเงินไทยขึ้นมาใหม่ให้โลกประจักษ์ คือ PEER (Patriotic Effective Exchange Rate)  ดัชนีค่าเงินของคนรักชาติไทย

ถึงเวลาที่ทุกองคาพยพจะช่วยกันคนละไม้คนละมือ ปรับใบเรือให้รัฐนาวาฝ่าพายุ ไม่นอนคอยฝันหวานให้ลมเปลี่ยนทิศ ไม่รอฝันดีว่าพายุจะสงบลงเอง วิกฤตไวรัสโควิดช่วยค่าเงินบาทให้อ่อนแต่ยังไม่มากพอ พึ่งแค่ไวรัสไม่ได้นาน ภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชนต้องเร่งร่วมมือ รีบร่วมใจเปลี่ยนการจัดการค่าเงินให้คล่องตัว และเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์รวดเร็ว กำจัดจุดเล็ก ๆ ต้นตอปัญหาที่สะเทือนจนลามกระเพื่อมไปทั่วระบบเศรษฐกิจไทย ด้วยพลังเงินออมดอลลาร์รักชาติไทย ก็จะนำพารัฐนาวาไปถึงฝั่ง สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับไทยในเวทีโลกอย่างยั่งยืน เพื่อ…อนาคตที่ดีกว่าของลูกหลานไทยสืบไป

  (อ่านเพิ่ม แบงก์ชาติรบอย่างโดดเดี่ยว ต่างชาติจึงลำพอง)

ค่าเงินบาท แข็งอาจไม่สะเทือนถึงดวงดาว  แต่จุดเริ่มเล็กๆ นี้สร้างปัญหาใหญ่มหาศาล เกินจินตนาการของเรามานาน !

ผลึกความคิดจากที่ปรึกษาอาวุโส Wealth Management System Limited นำเสนอที่ประชุมกลุ่มย่อยเฉพาะผู้บริหารระดับสูงภาครัฐ ที่เกี่ยวข้องกับ ตลาดเงิน ตลาดทุน ร่วมกับผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทจัดการลงทุน และศาสตราจารย์ด้านการเงินและนักวิชาการอาวุโส : งานสัมมนา “ออมดอลลาร์ช่วยชาติ กองทุนรวมเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย” 12-02-2020

บทความโดย Wealthmagik

บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง “ดร.โกร่ง” นำทีมอดีตแบงก์ชาติค้านใช้เงิน 400,000 ล้านบาทซื้อตราสารหนี้เอกชน