จับช่องเล่น ทองคำ ขาขึ้น “ทองแท่ง-กองทุนทอง-ETFทอง”

Money2know จับช่องเล่น ทองคำ ขาขึ้น “ทองแท่ง-กองทุนทอง-ETFทอง”

ปีนี้เป็นปีทองของคนเล่น ทองคำ วนกลับมาอีกรอบ  เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ราคาทองคำโลกดีดตัวขึ้นแรง 1,557 ดอลลาร์/ออนซ์ ทำนิวไฮรอบ 6 ปี ราคาทองในไทยก็วิ่งทำสถิติเช่นกัน 

ด้วยอานิสงฆ์มาจากสงครามการค้าที่สหรัฐ-จีน เป็นปัจจัยหลัก ที่จุดชนวนระเบิดให้เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย ขณะที่ ทองคำ คืนชีพกลับมาสดใสอีกระลอก เพราะถือเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย (Safe Heaven) ในยามที่เกิดวิกฤตต่าง  คนที่ถือสินทรัพย์เสี่ยงไม่ว่าหุ้น หุ้นกู้สกุลดอลลาร์ ก็เทขายทิ้งกัน  

ลองมาติดตามดูกันว่า ทิศทางราคาทองคำจะเป็นขาขึ้น ไปได้แรงแค่ไหน และโอกาสที่ราคาทองปรับตัวขาลงเป็นอย่างไร  และจับช่วงจังหวะลงทุนทอง เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนเพิ่มขึ้น

จากการรวบรวมข้อมูลของความเคลื่อนไหวราคาทองคำที่เกิดขึ้นในช่วงรอบปีนี้ ทั้งจากผู้นำด้านการลงทุนทองคำ “วายแอลจี บูลเลี่ยน ฯ” และสาย Wealthของแบงก์ใหญ่ “ธนาคารไทยพาณิชย์”  ต่างมองว่า แนวโน้มราคาทองคำเป็นขาขึ้นข้ามปี โดยมีปัจจัยหลักๆ ได้แก่

1 ความยืดเยื้อของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน ซึ่งต่างฝ่ายต่างแลกหมัดตอบโต้กันอย่างถึงพริกถึงขิงตั้งแต่ปีที่แล้ว มาถึงปีนี้ยกระดับรุนแรงมากขึ้นทุกรอบ โดย”จีน” วางเป้าหมายชนะศึก เพื่อแย่งชิงความเป็นพี่ใหญ่เจ้าเทคโนโลยีของโลก แทนที่ “สหรัฐ “ จึงอาจจะบานปลายสู่ระดับ Geopolitics ที่เพิ่มแรงกดดันต่อบรรยากาศลงทุนทั่วโลก

ยิ่งสถานการณ์ล่าสุดเวลานี้ ฝั่งจีนลดระยะเวลาการเจรจากับสหรัฐที่จะเกิดขึ้นในรอบเดือนตุลาคมนี้  ซึ่งกดดันบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกอีกระลอก ตลาดหุ้นร่วงกันถ้วนหน้า  แต่”ทองคำ” กลับดีดเด้งขึ้นมาอีกครั้ง และอยู่ระดับ 1,552 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังจากทำนิวไฮไปเมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา

 ขณะที่ตลาดคาดการณ์ว่า สงครามการค้าสหรัฐ-จีน จะลากยาวข้ามไปปีหน้าเป็นปีที่สาม เนื่องจากช่วงปลายปี 2563 สหรัฐจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีใหม่ ซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐ”โดนัล ทรัมป์”ก็ลงสมัครแข่งด้วย หากได้คนเดิม สงครามการค้านี้ก็จะยืดเยื้อต่อไปอีกแน่นอน เพื่อสกัดไม่ให้”จีน”ขึ้นมาเป็น”มหาอำนาจโลก”แทนสหรัฐ  จึงยิ่งเป็นแรงผลักให้ราคาทองคำมีทิศทางขาขึ้นต่อไปได้  อีกมิติ คือหากสหรัฐได้ประธานาธิบดีคนใหม่แทน “ทรัมป์” คงจะต้องรอดูนโยบายที่จะออกมาด้วย นั่นหมายความว่า ราคาทองคำก็จะมีโอกาสปรับตัวลดลง ถือเป็นความเสี่ยงที่ต้องระวังเช่นกัน

2 ผลกระทบของ “สงครามการค้า” ที่ลุกลามไปสู่ “สงครามค่าเงิน”  หลังจากที่จีนตอบโต้ด้วยการปล่อย “เงินหยวน”อ่อนค่าลงอยู่ที่ระดับ 7.1487 หยวนต่อดอลลาร์ เมื่อวันที่ 26 ส.ค.2562 ซึ่งต่ำสุดในรอบ 11 ปีนับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2551 โดยเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออกจีนให้สามารถทำการแข่งขันได้  

สิ่งที่สร้างความวิตกกังวลตามมา คือว่าจีนอาจปล่อยให้เงินหยวนอ่อนค่าต่อไปอีก จึงทำให้ประเทศต่างๆ แม้แต่สหรัฐ ก็พยายามกดค่าเงินให้อ่อนค่าลงเช่นกัน และมีการโจมตีจีนเป็นระยะเรื่องการแทรกแซงค่าเงิน

3 สถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลก กำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย นำโดยยุโรป แม้แต่สหรัฐก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ธนาคารกลางของสหรัฐ (เฟด) ได้ปรับลดดอกเบี้ยลง 2ครั้ง ติดต่อกันในรอบปีนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้งติดต่อกันตั้งแต่ปีที่แล้ว 

ขณะเดียวกันมีโอกาสที่ เศรษฐกิจสหรัฐอาจเผชิญภาวะถดถอยในระยะข้างหน้านี้ โดยสะท้อนจากสัญญาณสำคัญ คือ Inverted yield curve ระหว่างเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 2 ปี และอายุ 10 ปี เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมิ.ย.2560

ทองคำ
ทองคำ

ประกอบกับหลายๆประเทศดำเนินนโยบายการเงินด้วยอัตราดอกเบี้ยติดลบ โดยล่าสุดผลประชุมของธนาคารกลางสหภาพยุโรปใช้ทั้งดอกเบี้ยติดลบ และออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ช่วยเพิ่มสภาพคล่องในตลาดเงิน ขณะเดียวกัน หลายๆประเทศต่างหันมาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอย่างต่อเนื่อง 

รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย  ได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเมื่อต้นเดือน ส.ค. 2562 เพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยด้วย  ดังนั้น คนจึงหันมาถือสินทรัพย์ปลอดภัย ทั้ง เงินเยน ฟรังก์สวิส พันธบัตร รวมถึงทองคำกันมากขึ้น เพื่อไม่ให้เงินของตัวเองด้อยค่าลง

4 ความต้องการถือ ทองคำ ยังมีอยู่ระดับสูง นำโดย “ธนาคารกลางของจีน”  ที่ถือทองตำสัดส่วนเพียง 3%ของทุนสำรองระหว่างประเทศ เท่านั้น  ทั้งๆที่จีนติดอันดับ 5 ของโลกที่ถือทองคำมากที่สุด ขณะที่สหรัฐ ถือทองคำมากที่สุดในโลก โดยมีสัดส่วน 50%ของทุนสำรองฯ แม้แต่รัสเซีย ก็ถือทองคำสัดส่วนน้อยในทุนสำรองฯ เนื่องจากประเทศต่างๆ ส่วนใหญ่จะถือเงินสกุลดอลลาร์และสกุลสำคัญๆทางการค้าเป็นหลัก แต่ภายใต้สัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐไม่ดีนักจากพิษสงครามการค้า 

ดังนั้น มีแนวโน้มธนาคารกลางของประเทศต่างจะเข้าซื้อ”ทองคำ” เพิ่มมากขึ้น เพื่อเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรองฯ ดังนั้นความต้องการถือทองคำของธนาคารกลางในประเทศต่างๆแล้ว ก็ยังมีอยู่ในระดับสูง และแม้แค่นักลงทุนสถาบันหรือคนมั่วไปก็มีความต้องการถือทองคำสูงอยู่แล้ว เพราะทองคำ ถือเป็นเครื่องชี้วัดความมั่งคั่ง โดยเฉพาะจีนและอินเดีย ที่มีกลุ่มคนชนชั้นกลางเพิ่มมากขึ้นและมีฐานะการเงินที่ดีขึ้น ได้หันมาซื้อทองคำสะสมกัน ดังนั้น ปริมาณคงามต้องการถือทองคำมีแต่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลบวกต่อราคาทองปรับตัว”ขึ้น”มากกว่า “ลง”

ปัจจุบัน ร้านค้าทองยังเต็มไปด้วยนักเล่นทองที่ยกระดับมาเปิด”บัญชีซื้อขาย”กันจำนวนมากขึ้น ซึ่งจะได้รับทองคำจริฃ แต่จะเป็นการฝากไว้ในร้านทอง อีกสินทรัพย์ที่กลุ่มลูกค้ามั่งคั่งสะสมเพิ่ม คือ กองทุนที่เกี่ยวกับ ทองคำ ซึ่งจะมีทั้งกองทุนรวมทอง กองทุน ETF อ้างอิงทอง สัญญาซื้อขายทองล่วงหน้า (Gold Futures) ซึ่งจะซื้อขายตามราคาทองไทย และที่เพิ่งเปิดใหม่ “  Gold Online “ จะเป็นการซื้อขายราคาทองคำโลก ซึ่งกลับมาคึกคักตามราคาทองเช่นกัน

มุมมองของ “พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์” ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด  ปีนี้คนกลับเข้ามาเล่นทอง(Gold spot)กันจำนวนมากขึ้นโดยเฉพาะในช่วงที่เฟดเริ่มลดดอกเบี้ยนโยบายเมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา  ทำให้ราคาทองพุ่งขึ้นแรงมาก ซึ่งราคาทองโลกเหวี่ยงวันละ 50 ดอลลาร์/ออนซ์ นั่นแปลว่าถ้าได้กำไรจริงๆ(เทียบเป็นราคาไทย) จะได้ราวกิโลละ 50,000 บาทต่อวัน

“ช่วง 2 เดือนมันเหวี่ยงหวือหวามาก ความเสี่ยงสูงปลตอบแทนก็สูงด้วย แต่นักลงทุนส่วนใหญ่เก่งกันแล้ว อาจมีที่ได้บ้างและเสียบ้าง  จริงๆไม่มีใครเขื่อว่า ปีนี้จะเห็นราคาทองโลกไปทะลุ 1,500 ดอลลาร์/ออนซ์ ได้ เช่นเดียวกันเมื่อต้นปี พี่บอกว่าราคาทองจะไป 1,400 ดอลลาร์/ออนซ์ แต่ก็สามารถผ่านมาได้ ซึ่งผลจากสงครามการค้าที่รุนแรงสุดตอนจับผู้บริหารหัวเหว่ยเมื่อปลายปีที่แล้ว และยังมีทีท่าจะรุนแรงเพิ่มขึ้า 

แต่รอบนี้ที่ราคาทอง reflect จริงๆคือเฟดลดดอกเบี้ย ทำให้ Inverted yield curve ของพันธบัตรสหรัฐ เกิดขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ก็นับไปอีก 13-16 เดือน จะมีโอกาสเกิด recession ตามมา ซึ่งยุโรป กำลังจะเกิดแล้ว คนจึงหนีมาถือทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยง จึงทำให้ราคาทองยังไปต่อได้”พวรรณ์ กล่าว

คนที่เล่นทองคำในช่วงนี้ ยังมีโอกาสทำกำไรแค่ไหนนั้น นางพวรรณ์ มีความเห็นว่า ราคาทองคำสามารถจะไปแตะ  1,600 ดอลลาร์ /ออนซ์  เนื่องจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน ที่ไม่จบง่ายๆ  ซึ่งเป็นต้นเหตุนำไปสู่เศรษฐกิจโลกเข้าสู่สภาวะถดถอยแล้ว  และประเทศต่างๆใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายติดลบ ซึ่งตอนนี้ก็มีญี่ปุ่น ยุโรป การทำQE กลับมาอีกครั้ง 

อย่างไรก็ตาม  แม้ว่า ในระยะกลาง ราคาทองยังคงมีแนวโน้มเป็นบวก  แต่อีกด้านของโอกาสปรับตัวก็มีเช่นกัน โดยวายแอลจีฯ  ประเมินว่า หากเกิดสถานการณ์เลวร้ายสุด ราคาทองโลกน่าจะอยู่ระดับต่ำ 1,450 ดอลลาร์/ออนซ์ หรือเทียบราคาทองคำไทย คาดอยู่ที่ระดับ 20,500 บาท

ทั้งนี้ ในอดีตช่วงสหรัฐเกิดวิกฤตซัพไพร์ม มีทั้งการลดดอกเบี้ยและทำ QE ส่งผลให้ราคาทองคำโลกวิ่งทะยานไปสูงสุดที่ระดับ 1,920 ดอลลาร์/ออนซ์ ในปี 2554 แต่หลังจากนั้น ราคาทองคำไม่สามารถทำนิวไฮได้ ขณะที่เงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าและเฟดยุติการทำQE ทำให้ราคาทองเริ่มปรับตัวลดลงมาต่ำสุดและเป็นช่วงขาลงต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม ถือเป็นช่วงที่ราคาทองมีการสร้างฐานของราคาในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา และมีสัญญาณการฟื้นตัวขึ้นได้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

สำหรับราคาทองไทย ทางวายแอลจีฯ คาดปีนี้ราคาทองเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 22,000 บาท ภายใต้การประเมินเงินบาทแข็งค่าระดับ 30.60 บาท/ดอลลาร์

ส่วนใครที่เฝ้ารอว่าราคาทองอาจตกลงมาให้ซื้อระดับต่ำราวๆ 19,000 บาท  นางพวรรณ์ บอกว่า น่าจะเห็นยากแล้ว ดังนั้น หากใครชอบเล่นทอง เพื่อโอกาสได้ผลตอบแทนเพิ่มจากราคาที่ปรับตัวขึ้น ขณะนี้จังหวะมาแล้วสำหรับนักเล่นทอง

นอกจากลงทุนทองแท่งแล้ว ยังมีอีกสินทรัพย์ที่ได้อานิสงฆ์ฟื้นชีพ คือ กองทุนรวมทองคำด้วย ซึ่งปัจจุบันมีกองทุนที่ลงทุนเกี่ยวกับทองคำประมาณ 30 กอง อย่างไรก็ตาม นโยบายกองทุนเหล่านี้ จะเน้นเข้าไปลงทุนในกองทุนSPDR เหมือนกันหมด ดังนั้นโอกาสได้รับผลตอบแทนจึงห่างกันไม่มากนัก แต่ก็ยังมีข้อมูลจาก “มอนิ่งสตาร์ ไทยแลนด์” รวบรวม 5 กองทุนรวมทองคำที่ผลตอบแทนสูงสุด

โดยที่ปรึกษาการลงทุน “ศรชัย สุเนต์ตา” ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Investment Advisory, CIO Office ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ให้คำแนะนำลงทุนกองทุนทอง ว่า ส่วนใหญ่จะเข้าไปลงทุนในกองทุนแม่ในต่างประเทศ คือ “กองทุน SPDR “  ซึ่งจะมีทั้งในสิงคโปร์และสหรัฐ 

ดังนั้นผลตอบแทนในส่วนของราคาทอง จะไม่แตกต่างกันมากนัก แต่จะมีจุดต่างสำหรับกองทุนทองที่มีการทำป้องกันความเสี่ยง (hedging)อัตราแลกเปลี่ยนของค่าเงินบาท  และกองทองที่ไม่ได้ทำเฮดจ์ซึ่งจะให้ผลตอบแทนที่ต่างกันค่อนข้างมีนัย

“ถ้าดูเบื้องต้น ช่วงต้นปีถึงปัจจุบัน (YtD) กองทองที่มีเฮดจ์จะมีผลตอบแทนสูง 15-16%  ส่วนใครเลือกกองทองที่ไม่ได้เฮดจ์ จะเหลือแค่ 9% เท่านั้น ถ้าให้แนะนำ อยากให้เลือกกองทุนที่มีทำเฮดจ์  จะให้ผลที่คุ้มค่า แม้ต้องเสียค่าธรรมเนียมการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนก็ตาม เพราะเทรนด์เงินบาทที่ยังแข็งค่าต่อเนื่องซึ่งหากหักกลบแล้วมีกำไรเยอะกว่ากองทองที่ไม่ทำเฮดจิ้ง” นายศรชัยกล่าว

อย่างไรก็ตาม นอกจากการลงทุนในกองทุนรวมลงทุนทองแล้ว ยังมีกองทุน ETF ที่อ้างอิงทอง ให้เลือกลงทุนด้วยเช่นกัน ซึ่งจะเคลื่อนไหวตามดัชนีของทองและอีกกองทุนล่าสุดที่เพิ่งออกมา และได้รับการตอบรับดีจากลูกค้า Wealth (กลุ่มมั่งคั่ง) คือ กองทุนรวม  note gold hedged ที่กำลังเปิดขายในปัจจุบัน

“กองทุนใหม่จะรองรับกลุ่มลูกค้าที่อยากเล่นทองช่วงขาขึ้น แต่ก็กลัวขาดทุน จึงออกกองนี้มา ซึ่งจะเป็นตราสารที่คุ้มครองเงินต้นเวลาทองตก แต่เวลาทองขึ้น ก็จะได้รับผลตอบแทนให้จำกัด ซึ่งกองทุนใหม่นี้มีอายุ 1 ปี”

สำหรับค่าธรรมเนียมในการบริหารกองทุน “ศรชัย” กล่าวว่า ปัจจุบัน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) คิดค่าธรรมเนียมอยู่ระดับต่ำใกล้เคียงกัน ซึ่งเป็นผลจากการแข่งขันการให้บริการของธุรกิจกองทุนรวม

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง ส่อง “กอง REIT ลงทุนอสังหาฯ” ผลตอบแทนสม่ำเสมอ หนีพิษดอกเบี้ยขาลง-โลกผันผวน

Advertisement

WHO ยังไม่ประกาศโคโรนาไวรัส “ภัยฉุกเฉิน” ระดับโลก

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุ โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ยังไม่ใช่ข้อวิตกฉุกเฉินทางสุขภาพระหว่างประเทศต่อสาธารณชน เจ้าหน้าที่ WHO มีการประกาศดังกล่าว หลังจากการประชุมฉุกเฉินผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเกี่ยวกับโคโรนาไวรัสเป็นเวลา 2 วัน นับถึงวันที่ 23 ม.ค. มีผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่กว่า 600 คนทั่วโลก แต่ส่วนใหญ่อยู่ในจีน ขณะทางการจีนรายงานผู้เสียชีวิต 17 ราย และพยายามควบคุมการระบาด รวมถึงมาตรการของทางการกรุงปักกิ่งที่ออกคำสั่งยกเลิกกิจกรรมขนาดใหญ่ รวมถึงกิจกรรมงานวัด มีผลตั้งแต่วันที่ 23...

โคโรนา ไวรัส จาก “อู่หั่น” ระบาดสู่ตลาดหุ้น

 "ไวรัสโคโรนา" ชื่อนี้กำลังทำให้คนทั่วโลกตื่นตระหนก หลังพบผู้ป่วยโรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อไวรัสนี้  โดยเฉพาะที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน  จนต้องออกมาตรการปิดเมืองเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส ตามรายงานข่าวระบุว่ามีการพบผู้ติดเชื้อไวรัส โคโรนา ในหลายประเทศ ทั้งเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน มาเก๊า สิงคโปร์  สหรัฐ  และรวมถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งทางการจีนระบุว่า...

“ช้อปปี้” จับมือ “อังกอร์” แบรนด์หูฟัง “ตูน บอดี้สแลม” พร้อมเปิดพรีออเดอร์ใน “Shopee 2.2 Cashback Sale”

“ช้อปปี้” ประกาศความร่วมมือกับ “อังกอร์” (Encore) แบรนด์หูฟังจากแรงบันดาลใจของ ตูน บอดี้สแลม “ตูน อาทิวราห์” ในแคมเปญ “Shopee 2.2 Cashback Sale” โดยตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม - 10...

กางแผน “โตโยต้า” ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจปี 2563

ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยปี 2563 ดูเหมือนว่าจะถูกสะท้อนตัวเลขที่เกิดขึ้นจากผลกระทบของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลต่อเนื่องมาถึงเศรษฐกิจในประเทศไทยตามลำดับ โดยงานนี้ โตโยต้า ได้สะท้อนมุมมองด้านสถานการณ์ในประเทศ, การส่งออก และปัจจัยผลกระทบในทุกแง่มุมไว้อย่างน่าสนใจ นายมิจิโนบุ ซึงาตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดรถยนต์ในประเทศไทยปี 2563 คาดว่าจะอยู่ที่ 940,000 คัน ลดลงราว 7% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่อยู่ที่...

AdAsia มั่นใจโฆษณาออนไลน์ยังโตแม้เศรษฐกิจโลกมีปัญหา พร้อมเผยกลยุทธ์สร้างรายได้บนเว็บไซต์

AdAsia Holdings ในเครือ AnyMind Group ผู้ดำเนินธุรกิจโซลูชั่นโฆษณาและการตลาดให้กับเว็บไซต์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จัดงานแชร์ประสบการณ์และความรู้ พร้อมคำแนะนำสำหรับผู้เผยแพร่โฆษณารวมถึง สื่อออนไลน์ เพื่อสร้างรายได้บนเว็บไซต์ นายฮิโตชิ มารุยามะ Chief Strategy Officer ของ AnyMind...

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

- Advertisment -

หลักสูตรเดียวในประเทศไทย

Business​ Today​ Academy
หลักสูตรการสร้างระบบคิด “เชิงนวัตกรรม”
หลักสูตรเดียวที่จะเปลี่ยน “ไอเดีย” เป็น “นวัตกรรมทำเงิน”
กรอกรายละเอียดเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติม