MK สุกี้ เปิดเกมรุกทำ “โลจิสติกส์ครบวงจร”

Corporate MK สุกี้ เปิดเกมรุกทำ "โลจิสติกส์ครบวงจร"

การร่วมธุรกิจระหว่างบริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ยักษ์ใหญ่ด้านธุรกิจอาหารในเมืองไทย และบริษัท เซนโค กรุ๊ป โฮลดิ้ง คัมปะนี  (Senko Group Holdings Company) ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในประเทศญี่ปุ่นและมีสาขาอีกหลายประเทศมากกว่า 500 ศูนย์กระจายสินค้าทั่วโลก ทั้งในสหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ จีน เอเชียกลาง และอาเซียน ในสัดส่วน 50/50 สู่การเปิดตัวบริษัท เอ็ม-เซนโค โลจิสติกส์ จำกัด ผู้นำด้านการให้บริการด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน สำหรับธุรกิจอาหาร เมื่อเดือนพ.ค.ปีที่แล้ว โดยมีเป้าหมายให้บริการด้านโลจิสติกส์อย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น การให้บริการคลังสินค้า (Warehouse) การขนส่ง (Transport) บริการนำเข้า-ส่งออกสินค้า (Forwarding) และการซื้อขายสินค้า (Trading) ตอบสนองความต้องการกลุ่มเป้าหมายภาคธุรกิจ (B2B) และลูกค้ารายย่อย (B2C) ในอนาคต

- Advertisement -

            ผ่านมา 1 ปีเศษ วันนี้ “เอ็ม-เซนโค” ก้าวไปอีกขึ้น สร้างมิติใหม่ในวงการโลจิสติกส์ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่รวมถึงอาเซียน ด้วยการเปิดคลังเก็บสินค้าแบบเย็นแห่งใหม่ล่าสุด เพื่อรองรับการบริการด้านโลจิสติกส์แบบครบวงจร โดยเฉพาะการจัดเก็บและขนส่งสินค้าแบบควบคุมอุณหภูมิ (Cold chain logistics) ตอบรับธุรกิจด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนของไทยที่มีมูลค่าสูงกว่า 200,000 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าด้านธุรกิจขนส่ง 130,000 ล้านบาท และมูลค่าด้านการจัดเก็บคลังสินค้า 70,000 ล้านบาทและยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

            ฤทธิ์ ธีระโกเมน ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า นอกเหนือจากการพัฒนาคลังสินค้าแห้ง (Dry Warehouse) ขนาด 4,000 ตารางเมตรแล้ว ล่าสุดเอ็ม-เซนโค โลจิสติกส์ ทุ่มงบประมาณกว่า 1,750 ล้านบาท พัฒนาคลังเก็บสินค้าแบบเย็น (Cold Warehouse) ขนาด 20,000 ตารางเมตร รองรับการเก็บสินค้าได้มากถึง 12,000 พาเลท (Pallet) ซึ่งนอกจากจะเป็นคลังสินค้าที่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้แล้ว ยังนำระบบอัตโนมัติ (ASRS: Automated Storage and Retrieval System) และระบบการจำแนกสินค้าแบบดิจิทัล (Digital Sorting System) มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เช่น ความรวดเร็ว ถูกต้องในการจัดสินค้า และเพิ่มความปลอดภัยในการทำงานของพนักงาน

            “เราเปิดใช้คลังเก็บสินค้าแบบเย็นเฟสแรกแล้ว คาดในปีที่ 3 จะทำรายได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท และเติบโตอย่างต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 15% ต่อปี ตั้งเป้าปี 2568 ทำรายได้ไม่ต่ำกว่า 1,600 ล้านบาท โดยปัจจุบันร้านอาหารในเครือของเอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ปทั้งหมด ใช้บริการของเอ็ม-เซนโค โลจิสติกส์ ในการจัดเก็บวัตถุดิบและขนส่งจนถึงสาขาปลายทางทั่วประเทศ”

            ด้าน ยาสึฮิสะ ฟุคุดะ ประธานบริษัท เซนโค กรุ๊ป โฮลดิ้ง คัมปะนี ที่สั่งสมประสบการณ์ด้านการส่งสินค้ามายาวนานกว่า 100 ปี กล่าวว่า การบริการด้านโลติสติกส์และซัพพลายเชน ถือเป็นสิ่งสำคัญของธุรกิจในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในประเทศไทยที่เป็นศูนย์กลางของการค้าในภูมิภาคอาเซียน ธุรกิจหลายภาคส่วนมีการเติบโตอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ธุรกิจอาหารเครื่องดื่ม และธุรกิจค้าปลีก ซึ่งทุกธุรกิจล้วนต้องการการบริการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากเป็นตัวกลางระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค จึงเป็นปัจจัยหนุนให้ธุรกิจการให้บริการด้านโลติสติกส์และซัพพลายเชนเติบโตตามไปด้วย โดยปัจจุบันลูกค้าของเอ็ม-เซนโค โลจิสติกส์ มีทั้งลูกค้าไทยและต่างชาติ โดยแบ่งเป็นสัดส่วนลูกค้าชาวไทย 75% และลูกค้าชาวต่างชาติอีก 25%”

            “เบื้องต้น เอ็ม-เซนโค โลจิสติกส์ ยังคงเน้นให้บริการลูกค้าในภาคธุรกิจ (B2B) เช่น กลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหาร ผู้ผลิตอาหาร ธุรกิจนำเข้าและส่งออก รวมถึงห้างค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต และมินิมาร์ท ส่วนในอนาคตเตรียมขยายการให้บริการสู่กลุ่มลูกค้ารายย่อย (B2C) ในรูปแบบการส่งของสดแบบควบคุมอุณหภูมิ เช่น ผัก เนื้อสัตว์ เครื่องปรุง ส่วนผสมต่าง ๆ เพื่อการประกอบอาหาร ซึ่งในธุรกิจนี้ยังไม่มีคู่แข่งมากนัก”

            ด้านพงษ์ชัย พิพิธวิจิตรกร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็ม-เซนโค โลจิสติกส์ จำกัด เสริมว่า เอ็ม-เซนโค โลจิสติกส์ จะเข้ามาตอบโจทย์ธุรกิจที่ไม่ถนัดหรือไม่ต้องการบริหารจัดการจัดเก็บสินค้าและขนส่งด้วยตัวเองให้มีความสะดวกมากขึ้น โดยจุดเด่นของเราคือ บริการที่ครบวงจร เพราะในขณะที่ผู้ประกอบการรายอื่นอาจจะมีการให้บริการคลังสินค้า การขนส่ง บริการนำเข้า-ส่งออกสินค้า และการซื้อขายสินค้าอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่มาที่เรามีควบในที่เดียวที่สำคัญเรายังมุ่งโฟกัสในธุรกิจอาหาร โดยชูบริการจัดเก็บและขนส่งสินค้าแบบควบคุมอุณหภูมิ (Cold chain logistics) ซึ่งยังเป็นเซกเมนต์ที่ยังมีช่องว่างในตลาดพอสมควร

            “ตอนนี้เรามีลูกค้าหลักคือ เครือร้านอาหารเอ็มเค แต่ในอนาคตเมื่อเราขยายกำลังกาผลิตได้เต็มขีดความสามารถเราจะรองรับธุรกิจอาหารแบรนด์อื่น ไม่เฉพาะในประเทศไทยแต่รวมถึงประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งขณะนี้นอกจากจะนำสินค้าเข้ามา เร็วๆนี้ยังมีบริการขนส่งสินค้าแบบควบคุมอุณหภูมิไปยังเวียดนามภายในปีนี้ ส่วนอนาคตอันใกล้ ยังมุ่งโฟกัสตลาดไทยเป็นหลัก แต่หากจะขยายฐานไปยังต่างประเทศคงต้องจับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจประเทศนั้นๆ”

Advertisement

Advertisement

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

- Advertisment -
รับข่าวสารจาก Business Today

ไม่พลาดข่าวสารแวดวงธุรกิจ เราอัพเดตข่าว บทความ และเรื่องน่าสนใจ สดใหม่ทุกวัน คุณสามารถรับข่าวสารจากเราได้ง่ายๆ โดยกรอก

ชื่อ นามสกุล และอีเมล

ได้เลยครับ