Home Cover Story เฟดผนึกกำลังแบงก์ชาติทั่วโลกเสริมสภาพคล่องเงินดอลลาร์สู้ไวรัสโควิด19

เฟดผนึกกำลังแบงก์ชาติทั่วโลกเสริมสภาพคล่องเงินดอลลาร์สู้ไวรัสโควิด19

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประกาศร่วมมือกับบรรดาธนาคารกลางหลายแห่ง ในการเสริมสภาพคล่องให้แก่สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐทั่วโลก ผ่านการทำข้อตกลงสว็อประหว่างธนาคารกลาง

- Advertisement -

รายงานระบุว่า เฟดได้ทำข้อตกลงสว็อปกับธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) รวมถึงธนาคารกลางจากอังกฤษ แคนาดา ญี่ปุ่น และสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อป้องกันภาวะตึงตัวของดอลลาร์ หลังจากที่นักลงทุนแห่ซื้อดอลลาร์ ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

โดยแถลงการณ์ของเฟดระบุว่า เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาของข้อตกลงสว็อปในการเพิ่มสภาพคล่องเงินดอลลาร์ ธนาคารกลางทั้งหลายจึงได้เห็นพ้องในการเพิ่มความถี่ในการทำธุรกรรมสำหรับตราสารที่มีอายุ 7 วันจากรายสัปดาห์เป็นรายวัน โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม ถึงปลายเดือนเมษายน

ทั้งนี้ ข้อตกลงสว็อป เป็นการจัดวงเงินสำหรับธุรกรรม Swap (Swap lines) กับธนาคารกลางในประเทศต่างๆ ซึ่งก็คือวงเงินชั่วคราวที่ธนาคารกลางสหรัฐสามารถทำการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และเงินดอลลาร์สหรัฐกับธนาคารกลางในประเทศต่างๆ

ความเคลื่อนไหวของเเฟดในวันนี้ มีขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่เพิ่มจะประกาศข้อตกลงสว็อป กับธนาคารกลางของออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ บราซิล เดนมาร์ก เม็กซิโก นอร์เวย์ สวีเดน เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ โดยข้อตกลงสว็อปดังกล่าวจะมีอายุ 6 เดือน

ข้อตกลงสว็อปที่เฟดทำไว้กับธนาคารกลางทุกแห่งจะมีวงเงิน 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยกเว้นข้อตกลงของธนาคารกลางเดนมาร์ก นอร์เวย์ และนิวซีแลนด์ จะมีวงเงินแห่งละ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในแถลงการณ์วันนี้ (21 มีนาคม) เฟดยังให้คำมั่นที่จะขยายการซื้อหลักทรัพย์ในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ให้รวมถึงพันธบัตรเทศบาลระยะสั้น

ก่อนหน้านี้ เฟดดำเนินโครงการ QE ด้วยการซื้อเพียงพันธบัตรรัฐบาล และตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันการจำนอง (MBS) ในความพยายามที่จะเสริมสภาพคล่องในตลาด และสร้างเสถียรภาพแก่ตลาดสินเชื่อ

อย่างไรก็ตาม ภาวะปั่นป่วนในตลาดตราสารหนี้ของรัฐบาลประจำมลรัฐ และรัฐบาลท้องถิ่น ทำให้เฟดต้องดำเนินการเพิ่มเติมในวันนี้เพื่อลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยตลาดพันธบัตรเทศบาลได้ทรุดตัวลง ขณะที่นักลงทุนไม่ต้องการเข้าซื้อ ท่ามกลางภาวะไม่แน่นอนในปัจจุบัน

ที่มา Channel News Asia

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ยุโรปพร้อมใจเซ็น”เช็คเปล่า”กู้เศรษฐกิจ

Nongluck Ajanapanya
Reporter World Economy and ASEAN Desk

Latest

แบงก์กรุงศรีลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25-0.35% มีผล 21 พ.ค.

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ปรับลดอัตราดอกเบี้ย MLR, MOR และ MRR ลงอีก หลังจากที่ได้ปรับลดดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อไปแล้ว 3 ครั้ง ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 24 มีนาคม และ 10 เมษายน 2563 นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ส่งผลให้เงินให้สินเชื่อของกรุงศรีมีอัตราดอกเบี้ยดังต่อไปนี้ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan...

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

กรุงไทยลดดอกเบี้ยเงินกู้ 3 ประเภทลง 0.125-0.40%

ธนาคารกรุงไทย ประกาศ ลดดอกเบี้ย เงินกู้ลง 0.125-0.40% ต่อปี เพื่อเป็นการตอบสนองต่อการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายและสนับสนุนกลไกของภาครัฐในการสนับสนุนและช่วยเหลือผู้ประกอบการและประชาชน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22  พฤษภาคม 2563 นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ในฐานะธนาคารพาณิชย์ของรัฐ ธนาคารพร้อมสนับสนุนภาครัฐในการเร่งกิจกรรมและกิจการทางเศรษฐกิจ ตลอดจนลดต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการและประชาชนทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR ลง 0.125% ต่อปี เหลือ...

งานนี้ไม่มีอุ้ม! ลั่นแผนฟื้นฟูการบินไทยไม่เกิน 3 เดือน ได้ผู้บริหารแผน

“วิษณุ” แย้ม 3 เดือนแผนฟื้นฟูการบินไทยเสร็จ ระบุกระทรวงการคลังต้องขายหุ้นออก 3% ส่งผลพ้นสถานะรัฐวิสาหกิจ เป็นเอกชน ลั่นงานนี้ไม่มีอุ้ม นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการหารือกับนายอุตตม สาวนายน รมว.คลังพร้อมด้วย นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม และบอร์ดรัฐวิสาหกิจ เกี่ยวกับแผนการฟื้นฟู บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หลังคณะรัฐมนตรี...

กสิกรไทย ลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.13-0.38% มีผล 22 พ.ค.

กสิกรไทย ลดดอกเบี้ยเงินกู้ทั้ง 3 ประเภทลง 0.13%-0.38% มีผล 22 พ.ค.นี้ หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ลดดอกเบี้ย 0.25% เมื่อวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่าธนาคารกสิกรไทยพร้อมเดินหน้าช่วยเหลือลูกค้าธนาคารอย่างต่อเนื่อง ด้วยการตอบสนองการลดลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้ถึงมือลูกค้าทุกกลุ่มทันที โดยธนาคารปรับลดอัตราดอกเบี้ย MOR ลงสูงสุดถึง 0.38% ทำให้อัตราดอกเบี้ย MOR...

Related News

เฟดเตือนรับมือเศรษฐกิจหดตัว ‘รุนแรง’ ไตรมาส 2 ตกงานพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการ

เฟดย้ำเศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัวรุนแรงในไตรมาส 2 อัตราว่างงานจะพุ่งสูงสุดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ประเมินเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวในครึ่งปีหลังหากควบคุมการระบาดของโควิด-19 ได้ นายริชาร์ด แคลริดา รองประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวเตือนว่า ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อาจทำให้อัตราว่างงานในสหรัฐพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1940 ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มหดตัวอย่างรุนแรงในไตรมาส 2 ปีนี้

เศรษฐกิจสหรัฐไตรมาสแรกดิ่ง 4.8% หนักสุดรอบ 12 ปี

เศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาสแรกหดตัวมากที่สุดนับตั้งเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ ในปี 2008 จากผลกระทบการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) ร่วงลงถึง 4.8% ในไตรมาสแรก สะท้อนให้เห็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักลงในช่วงปลายเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา หลังจากรัฐบาลออกมาตรการป้องกันโควิด-19 และมาตรการจากหลายประเทศทั่วโลกทำให้ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง นักวิเคราะห์มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐถดถอยรุนแรงมาก อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจอาจฟื้นตัวเมื่อมีการเปิดดำเนินธุรกิจตามปกติ แต่หากสถานการณ์ยังย่ำแย่ ผลกระทบในไตรมาส 2 จะรุนแรงกว่าไตรมาสแรก ก่อนหน้านี้นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ จพทำให้จีดีพีไตรมาสแรกลดลง 3.5-4.0% แต่ตัวเลขที่ออกมาจากกระทรวงการค้าติดลบถึง 4.8% มากกว่าที่ตลาดคาดการณ์

เปิดข้อเสนอเอกชนปลด”ล็อกดาวน์” คนไทยต้องปรับพฤติกรรม-ทยอยเปิดเมือง

ขณะที่กระแสเรียกร้องให้รัฐบาลผ่อนคลายมาตรการคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด19) เริ่มมีมากขึ้น โดยรัฐบาลเตรียมพิจารณาในสัปดาห์หน้าใน 2 ทางเลือก คือ ผ่อนคลายบางมาตรการ หรือ ขยายเวลาการบังคับใช้พรก.ฉุกเฉินออกไปอีกระยะ ในขณะที่กระแสเรียกร้องมีมากขึ้นจากผลกระทบที่เกิดขึ้น คณะท่ีปรึกษาด้านธุรกิจเอกชนในศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนํา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) ได้มีการพิจารณาแนวทางการ "เปิดเมือง" เพื่อเตรียมเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณา คณะที่ปรึกษาฯ ระบุว่าหลังจากที่ภาครัฐดำเนินมาตรการปิดเมืองและมาตรการอื่นอย่างเข้มข้นจนจำนวนผู้ติดเชื้อลดลงอย่างต่อเนื่องและอย่างมีนัยสำคัญ ความท้าทายต่อไปคือ การเปิดเมืองให้ภาคธุรกิจดำเนินการและให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ โดยต้องมองเรื่องสุขภาพประชาชนเป็นหลัก พร้อมกับการสร้างความสมดุลด้านเศรษฐกิจและสังคมควบคู่กันไป คณะที่ปรึกษาฯมองว่า สิ่งสำคัญ คือ...

ไทย”กระสุนยังเหลือ” หาก “บาซูกา 1.9 ล้านล้าน”ไม่พอฟื้นเศรษฐกิจ

ในช่วงที่ผ่านมา มีคำถามว่ามาตรการของรัฐบาลที่ออกมาฟื้นฟูเศรษฐกิจวงเงินราว 1.9 ล้านล้านบาท เพียงพอหรือใม่ กับวิกฤติที่เกิดขึ้น ล่าสุด ดร.ฐิติมา ชูเชิด ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เขียนบทความชื่อว่า "บาซูกาภาครัฐ เท่าไรถึงจะพอ?" น่าจะเป็นคำตอบที่สามารถคลายข้อข้องใจไปได้ส่วนหนึ่ง แม้ยังไม่อาจประเมินได้ว่าพอหรือไม่ แต่ถึงอย่างไร ไทยก็ยัง "มีกระสุนเหลือ"ในการแก้วิกฤติที่เกิดขึ้นหากยังไม่เพียงพอ มีรายละเอียดดังนี้ การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 (COVID-19) เกิดขึ้นทั่วโลกแค่ช่วงไม่กี่เดือนมานี้ ประเทศที่ไม่คิดว่าจะเกี่ยวข้องเพราะอยู่ไกลคนละซีกโลกจากจีนที่เป็นจุดเริ่มต้นการระบาดกลับเจอหนักยิ่งกว่า ประเทศที่เหมือนจะคุมสถานการณ์ได้ก็กลับน่าเป็นห่วงขึ้นอีก เราจึงเห็นภาครัฐทั่วโลกระดมสรรพกำลังเครื่องมือการเงินการคลังเพื่อเยียวยาและช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนอย่างเต็มที่ วันนี้จึงอยากชวนท่านผู้อ่านตั้งคำถามว่า...

นายกฯเรียกร้อง “20 มหาเศรษฐีไทย” เพิ่มบทบาทช่วยกู้วิกฤติโควิด-19

นายกฯออกจดหมายเปิดผนึก ขอให้ 20 มหาเศรษฐีของไทยเข้ามาช่วย "วิกฤติโควิด-19" มากขึ้นได้อย่างไร พร้อมถกองค์กรธุรกิจ เรียกร้องให้เข้ามามีบทบาทในการแก้ปัญหา แต่นายกรัฐมนตรีไม่ได้ระบุว่า 20 มหาเศรษฐีของไทยมีใครบ้าง เพราะที่ผ่านมา มีการจัดอันดับเศรษฐีไทยที่รู้กันทั่วไปคือของนิตยสาร Forbes และ วารสารการเงินการธนาคาร ซึ่งหนึ่งใน 20 มีชื่อ ทักษิณ ชินวัตร รวมอยู่ด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ...