“คุณค่าบริษัท” เบื้องหลังปลดซีอีโอแมคโดนัลด์

Corporate “คุณค่าบริษัท” เบื้องหลังปลดซีอีโอแมคโดนัลด์

แมคโดนัลด์ปลดซีอีโอมือดีอย่างไม่ลังเล ทั้งที่ฝากผลงานไว้มาก หลังจากเรื่องแดงขึ้นมาว่าซีอีโอมีความสัมพันธ์กับพนักงานคนหนึ่ง

Steve Easterbrook ที่กลายเป็นอดีตซีอีโอของแมคโดนัลด์ไปหมาดๆ นำความสำเร็จมาสู่ยักษ์ใหญ่ฟาสต์ฟูดแห่งนี้มากมาย เพราะดูแลเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีสำคัญๆ มาใช้ ในช่วงที่เทคโนโลยีกำลังถาโถมเข้ามามีบทบาทอย่างมากในชีวิตประจำวัน จนบรรดาร้านอาหารต้องเผชิญแรงกดดันจากความเฟื่องฟูของการสั่งอาหารทางมือถือและการ delivery อาหาร

ผลงานของ Easterbrook สามารถเรียกคืนความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับมาสู่บริษัทได้ในช่วงที่เขาบริหารบริษัทเป็นเวลา 4 ปี เพราะราคาหุ้นกระเตื้องขึ้นเกือบ 2 เท่า

แต่บอร์ดบริษัทสั่งปลดเขา หลังจากทราบว่าเขามีความสัมพันธ์กับพนักงานคนหนึ่ง ซึ่งถือเป็นการละเมิดนโยบายของบริษัทที่ห้ามหัวหน้ามีความสัมพันธ์กับลูกน้อง

Easterbrook ได้เขียนในอีเมลถึงพนักงานว่า “เมื่อพิจารณาถึงคุณค่าของบริษัทแล้ว ผมเห็นด้วยกับบอร์ดว่าถึงเวลาที่จะต้องไปจากที่นี่”

            คีย์เวิร์ดสำคัญในประโยคอำลาพนักงาน คือ “คุณค่า”

จริงๆ แล้ว “คุณค่า” เป็นสิ่งที่พนักงานและบริษัทในสหรัฐให้ความสำคัญกันมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดแรงงานกำลังตึงตัวและมีการแย่งชิงคนงานที่มีฝีมือกันอย่างหนัก

คนงานอเมริกัน 69% ระบุว่าการทำงานกับบริษัทที่ระบุอย่างชัดเจนว่าเชิดชู”คุณค่า”ด้านใดบ้างนั้น ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก

นอกจากนั้น 1 ใน 3 ของคนทำงานอายุ 18-34 ปี เผยว่าลาออกจากงานในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เพราะบริษัททำในสิ่งที่ “ยอมรับไม่ได้ในทางศีลธรรม”

ผู้ประสานงานด้านบัญชีคนหนึ่งที่ทำงานกับบริษัทประชาสัมพันธ์ในเมืองออสติน บอกว่ารู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่บริษัทให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความสุขของพนักงาน เพราะเขารู้สึกมีแรงจูงใจมากที่ทราบว่าผลงานของเขาไม่เพียงเป็นที่ชื่นชอบ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งในเป้าหมายใหญ่ของบริษัทด้วย

การวิเคราะห์ “ดัชนีความสุขในที่ทำงาน” ของ SurveyMonkey พบว่าคนทำงาน 91% มองว่าการทำงานกับบริษัทที่กำหนด”คุณค่าต่างๆ” ไว้สอดคล้องกับ”คุณค่า”ส่วนตัวของพนักงาน ถือเป็นเรื่องสำคัญ

เมื่อเป็นเช่นนี้ บริษัทต่างๆ ในสหรัฐจึงพยายามคำนึงถึงเรื่องอื่นในการตัดสินใจทางธุรกิจ นอกเหนือจากการเล็งไปที่ผลกำไรเพียงอย่างเดียว โดยแทนที่จะคิดแค่ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับผู้ถือหุ้น บริษัทก็หันมาคำนึงถึงพนักงาน ลูกค้า และชุมชน มากขึ้น เห็นได้จากเมื่อเดือนส.ค. ที่สมาคมไม่หวังผลกำไร “Business Roundtable” ซึ่งสมาชิกประกอบด้วยซีอีโอบริษัทยักษ์ใหญ่อเมริกัน ได้ให้คำจำกัดความ “พันธกิจ” และ “ความรับผิดชอบ” ของบริษัท ว่าประกอบด้วยสิ่งอื่นด้วย นอกเหนือไปจากการสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น

นอกจากนั้น กระแส #MeToo ก็มีส่วนกดดันให้ภาคธุรกิจ เอาจริงกับพฤติกรรมไม่เหมาะสมทางเพศ โดยนักวิชาการคนหนึ่งมองว่าไม่ว่าจะเป็นบริษัท ผู้บริหาร หรือบอร์ด ต่างอ่อนไหวมากขึ้นกับความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่ยินยอมพร้อมใจกันหรือไม่ก็ตาม

โดยเฉพาะกรณีของแมคโดนัลด์ ซึ่งสร้างอาณาจักรบนฐานของความคงเส้นคงวา เพราะนอกจากสาขากว่า 30,000 แห่งทั่วโลกจะมีสัญลักษณ์โดดเด่นรูปโค้งตัว M สีเหลืองเหมือนกันแล้ว อาหารและผลิตภัณฑ์ของยักษ์ใหญ่อาหารจานด่วนรายนี้ยังมีความน่าเชื่อถือเหมือนกันอีกด้วย

            นักวิชาการชี้ว่า องค์กรใดก็ตามที่มีแบรนด์เข้มแข็ง ก็สืบเนื่องมาจากความคงเส้นคงวานั่นเอง

ขณะที่นักวิชาการด้านพฤติกรรมในองค์กร ชี้ว่า หากปล่อยให้ Easterbrook ทำงานต่อไป ก็จะเป็นการส่งสารว่านโยบายของบริษัทไม่มีความสลักสำคัญอะไร และไม่ได้มีการปฏิบัติกับทุกคนในที่ทำงานอย่างเที่ยงธรรม

ทั้งนี้ แม้บริษัทจ่ายเงินให้อย่างน้อย 675,000 ดอลลาร์ แต่ข้อตกลงระบุว่า Easterbrook จะไม่สามารถไปทำงานกับคู่แข่ง 36 รายของแมคโดนัลด์ได้ในช่วง 2 ปีข้างหน้า

Advertisement

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

- Advertisment -
รับข่าวสารจาก Business Today

ไม่พลาดข่าวสารแวดวงธุรกิจ เราอัพเดตข่าว บทความ และเรื่องน่าสนใจ สดใหม่ทุกวัน คุณสามารถรับข่าวสารจากเราได้ง่ายๆ โดยกรอก

ชื่อ นามสกุล และอีเมล

ได้เลยครับ