“How to ทิ้ง…หรือลงทุน” ในยุคตื่น “สงคราม”

Columnist “How to ทิ้ง...หรือลงทุน” ในยุคตื่น “สงคราม”

คอลัมน์ Money Fin

ปี 2019 จบลงด้วยฝุ่นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน…เริ่มเมฆหมอกทศวรรษใหม่ ปี 2020 ด้วยความตื่นกลัว “สงครามจริง” ที่จะเกิดขึ้นระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน หลังเกิดเหตุโจมตีผู้นำทางทหารระดับสูงของอิหร่านจนหลายฝ่ายหวั่นเกรงว่าจะเกิด “สงครามโลกครั้งที่ 3”

สัปดาห์ที่ผ่านมาสินทรัพย์การลงทุนทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นทั่วโลก ทองคำ น้ำมัน ตอบสนองต่อข่าวนี้อย่างฝุ่นตลบไม่แพ้ฝุ่นควัน PM2.5 ในเมืองไทย ตลาดขึ้นลงผันผวนตามข่าวที่เกิดขึ้นรายวัน

หลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้น เท่าที่สำรวจจาก Feed Facebook กลุ่มการลงทุนหลายๆ กลุ่ม มีคำถามที่เต็มไปด้วยความกังวลว่าจะเทขายหุ้น กองทุนทิ้งทั้งหมด ถือเงินสดเพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน หรือจะเอาเงินไปซื้อทองเก็บไว้ทั้งหมดเพราะ “เขาว่า” ถ้ามีสงครามทองราคาจะขึ้น หรือจะเริ่มต้นลงทุนแบบไหน อย่างไร ผมพยายามหาคำตอบจากสถิติที่เกิดขึ้นในอดีตมานำเสนอดังนี้

แน่นอนว่าสงคราม ความขัดแย้งของมนุษยชาติเกิดขึ้นมาก่อนที่จะมีตลาดหุ้น หากย้อนไปตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อปี 1914 ผลกระทบของสงครามครั้งนั้นทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกต้องปิดทำการซื้อขายกว่า 6 เดือน ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงมากกว่า 30%

ข้อมูล bloomberg

แต่หลังจากตลาดเปิดทำการให้ซื้อขายอีกครั้งในปี 1915 ตลาดปรับตัวขึ้นร้อนแรงกว่า 80% กระทั่งจบสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี 1918 ดัชนีดาวโจนส์ให้ผลตอบแทนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ในระหว่างปี 1914 – 1918 เฉลี่ยปีละ 8.7%

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่างปี 1939 – 1945 ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% หรือให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 7% ต่อปี โดยระหว่างปีของสงครามดัชนีมีความผันผวนขึ้นลงตามเหตุการณ์ เช่นในปี 1939 ที่ประกาศเริ่มสงคราม ตลาดปรับตัวลดลงสูงสุดในวันถึง 10% หรือวันที่ฐานทัพสหรัฐฯ เพิร์ล ฮาร์เบอร์โดนถล่มในปี 1941 ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวร่วงลงเกือบ 3%

แต่ที่สุดแล้วเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 จบ…กลายเป็นว่าดัชนีดาวโจนส์ให้ผลตอบแทนเป็นบวกมามากกว่า 1 เท่าตัว

ไล่เรียงเหตุการณ์ถัดมาที่สงครามคาบสมุทรเกาหลีในปี 1950 – 1953 ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ยปีละ 16% ต่อปีเลยทีเดียว ส่วนในช่วงสงครามเวียดนามในปี 1965 – 1973 ตลาดให้ผลผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ย 5% ต่อปี

ตั้งแต่ทศวรรษที่ 2000 เป็นต้นมา โลกเริ่มต้นด้วยโศกนาฏกรรมเครื่องบินชนตึกแฝดเวิลด์เทรด 9/11 ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลดลงกว่า 15% แต่หลังจากเหตุการณ์ผ่านไป 2 เดือน ตลาดก็บวกกลับมาเท่าเดิม

หากมาดูที่เหตุการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางในปี 2003 ที่สหรัฐฯ เริ่มยกพลบุกอิรัก ปีนั้นตลาดกลับตอบสนองด้วยการบวกสวนกลับขึ้นไป และปีนั้นก็บวกขึ้นมากกว่า 30%

ทีนี้เมื่อมาเจาะลึกจำเพาะเจาะจงมาที่เหตุการณ์เฉพาะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน 66 ปีย้อนหลังตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อปี 1953 ถึงความตึงเครียดรอบล่าสุดในปี 2019 จำนวน 10 เหตุการณ์จากสำนักข่าว CNBC ที่ได้รวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งพบว่า

ในระยะสั้นหลังจากเกิดเหตุการณ์ผ่านไป 1 สัปดาห์ ดัชนี S&P500 จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบประมาณ 1.2%… หลังจากเหตุการณ์ผ่านไป 1 เดือนปรากฏว่าดัชนี S&P500 ลดช่วงลบลงเหลือติดลบเพียง 0.5% …

แต่หลังจากสถานการณ์คลี่คลายไป 3 เดือน ดัชนีให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นบวก 2.9%… และเมื่อฝุ่นควันสงครามจางลงไป 6 เดือนหลังจากนั้น ดัชนี S&P500 ก็สามารถให้ผลตอบแทนเป็นบวกได้เฉลี่ยถึง 5.5% เลยทีเดียว

ส่วนสินทรัพย์อย่างทองและน้ำมันที่ราคามีความอ่อนไหวต่อ “ข่าวสงคราม” เมื่อมาเจาะดูสถิติในเมื่อครั้งเกิดเหตุความตึงเครียดในตะวันออกกลาง 20 เหตุการณ์ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา โดยใช้เครื่องมือวิเคราะห์สถิติของกองทุนเฮจด์ฟันด์ Kensho และสำนักข่าว CNBC พบว่า

สินทรัพย์โภคภัณฑ์อย่างน้ำมันให้ผลตอบแทนดีที่สุดเมื่อเหตุการณ์ความตึงเครียดผ่านไป 1 เดือน โดยให้ผลตอบแทนเป็นบวก 5.9% ส่วนทองคำให้ผลตอบแทนเป็นบวกประมาณ 1.5% ขณะที่เมื่อผ่านเหตุการณ์ไป 3 เดือน น้ำมันจะให้ผลตอบแทนเป็นบวกประมาณ 9.1% ส่วนทองคำผลตอบแทนเสมอตัว

ส่วนความขัดแย้งรอบล่าสุดหลังจากนายพลอิหร่านถูกสังหารต้อนรับปี 2020 ปรากฏว่าวันแรกตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงเกือบ 2% แต่ผ่านไป 1 สัปดาห์ ดัชนีดาวโจนส์ขึ้นไปทดสอบจุดสูงสุดใหม่ที่ 29,000 จุด หุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น 1 ถึง 1.75% ทองคำปรับตัวขึ้น 1.5% น้ำมันปรับตัวลงประมาณ 2%

จะเห็นได้ว่าถ้าย้อนอดีตความขัดแย้งของมวลมนุษยชาติของขั้วมหาอำนาจตามภูมิภาคต่างๆ ที่นำโดยพี่ใหญ่สหรัฐฯ และส่วนใหญ่เหตุการณ์เกิดขึ้นในแถบตะวันออกกลาง ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อ 100 กว่าปีก่อน จนปัจจุบันนี้…

แน่นอนว่าเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้น สิ่งที่ตลาดหุ้นตอบสนองคือ “ความตกใจ” panic ทิ้งหุ้นโดย ตลาดปรับตัวลงตามความรุนแรงของแต่ละเหตุการณ์… แต่เมื่อเวลาผ่านไป ถ้าเหตุการณ์นั้น ไม่ได้กระทบกับปัจจัยพื้นฐานและกิจกรรมด้านเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น สุดท้ายถ้าบริษัทยังค้าขายมีกำไร คนยังต้องกินต้องใช้สินค้านั้นๆ ราคาหุ้นก็จะกลับคืนมาสะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่เป็นจริง

เมื่อเจอข่าวสงคราม…จะทิ้ง จะเทขายหุ้น อย่าตื่นตกใจ เพราะสุดท้ายเมื่อฝุ่นควันสงครามจางลงไป ราคาหุ้นก็ยังคงให้ผลตอบแทนตามผลประกอบการที่บริษัททำกำไรได้ หรืออัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจประเทศของประเทศที่เราลงทุนนั้นยังเดินหน้าเติบโตต่อไปได้

 

ข้อมูลประกอบการเขียน :

Fortune.com / Investopedia / Bloomberg / CNBC / Marketwatch

MoneyFin
ก้าวจากโปรดิวเซอร์สถานีข่าวโทรทัศน์ สู่แวดวงการเงิน การลงทุน ในอาชีพที่ปรึกษาการลงทุน เฝ้ามองข้อมูลข่าวสาร เศรษฐกิจ การลงทุน​ ทั้งในและต่างประเทศอย่างเกาะติดว่าจะกระทบกระเป๋าเงินของคุณอย่างไร
Advertisement

กลุ่มบีบีเอสเสนอราคาสนามบินอู่ตะเภาสูงสุด3.01แสนล้าน

กลุ่มบีบีเอส เสนอราคาพัฒนาเมืองสนามบินอู่ตะเภาสูงสุด 3.01 แสนล้าน กลุ่มซีพีืั้ 2 เสนอแสนล้่าน คาดประกาศผลภายในเดือนมี.ค.นี้ คณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุน โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ได้เปิดเอกสารข้อเสนอซองที่ 3 (ข้อเสนอด้านราคา) ของกลุ่มกิจการค้าร่วม บริษัทธนโฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร (กลุ่มซีพี) ผลการเปิดซองข้อเสนอที่...

ดีแทค เปิดตัว Platinum Blue Member เพิ่มสิทธิล้างรถจอดรถในห้างดัง ตั้งเป้าดูแลลูกค้าเดิม พร้อมดึงลูกค้าใหม่

ดีแทคเปิดตัว Platinum Blue Member ลูกค้ากลุ่มพรีเมียมที่จะได้รับสิทธิพิเศษ เช่น บริการล้างรถฟรีที่มาพร้อมที่จอดในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ แคมเปญตามใจปากทุกวันศุกร์ ตลอดปี 2563 รับสิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชัน dtac reward dtac reward ยกระดับพรีเมียมเซ็กเมนต์ใหม่ Platinum Blue...

CRC เคาะราคาIPO ที่40-43บาท เปิดจอง 29-31 ม.ค.-3 ก.พ.

เซ็นทรัล รีเทล กำหนดช่วงราคาการเสนอขายหุ้นที่ 40 - 43 บาทต่อหุ้น เดินหน้าโรดโชว์ IPO ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุนไทย เปิดจอง 29-31 ม.ค. และ 3 ก.พ.นี้ บมจ. เซ็นทรัล รีเทล...

EIC หั่นเป้าเศรษฐกิจปีนี้เหลือ2.7% จากปัจจัยในประเทศฉุด

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ (อีไอซี) ธนาคารไทยพาณิชย์ ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทย ปี 2020 เล็กน้อยจาก 2.8% เป็น 2.7% อีไอซีคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2019 โต 2.5% ขณะที่ปี 2020 ปรับลดคาดการณ์เล็กน้อยเหลือ 2.7% ...

Trend Micro จับมือตำรวจสากล ป้องกัน คอมฯถูกแอบฝัง “ไวรัสขุดบิทคอยน์”

อาชญากรไซเบอร์มักมีแนวโน้มที่จะก้าวนำหน้ากลุ่มแฮกเกอร์หมวกขาว(แฮกเกอร์ฝ่ายดี)อยู่เสมอ ด้วยการปกปิดตัวตนแบบนิรนามทำให้สามารถเปิดฉากการโจมตีแบบเวอร์ชวลจากที่ไหนก็ได้บนโลก และการโจมตีแต่ละครั้งก็มักสร้างความประหลาดใจอยู่เสมอ แต่ทางฝั่งของพวกเราก็มีอาวุธลับอยู่เช่นกัน นั่นคือ ความร่วมมือ จุดนี้เองเป็นเหตุผลที่เทรนด์ไมโครให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์กับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และกลุ่มธุรกิจด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์อื่น ๆ อยู่ตลอดเวลา การโจมตีแบบ Cryptomining กำลังทวีความรุนแรงต่อเนื่อง การโจมตีลักษณะดังกล่าวเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Cryptojacking ถือเป็นการโจมตีที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมากในหมู่อาชญากรไซเบอร์ที่ต้องการหาเงิน สาเหตุเนื่องจากเหยื่อแทบไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังโดนโจมตีอยู่...

5 กลยุทธ์สูตรสำเร็จตลาดหุ้น ฉบับคุณนิพนธ์ สุวรรณประสิทธิ์

https://www.youtube.com/watch?v=8uVsPWv6aOs&feature=youtu.be นักลงทุนที่เป็นผู้ชนะในตลาดหุ้นมีจำนวนน้อย เพราะส่วนใหญ่พ่ายแพ้ในตลาด อันเกิดมาจากสาเหตุต่างๆ เช่น ความโลภ ความเข้าใจผิด มีความรู้ไม่มากพอ ไม่สามารถควบคุมจิตของตนได้ ทีเด็ดเซียนหุ้นเอพิโสดนี้ จึงพามาฟังอีกหนึ่งหนทาง ที่จะสร้างเคล็ดลับความสำเร็จในตลาดหุ้น ให้กับนักลงทุนทุกคนได้ ด้วย 5 กลยุทธ์ สูตรความสำเร็จตลาดหุ้นไทย ฉบับคุณนิพนธ์ สุวรรณประสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ สถาบันการลงทุน QIQP บล.ไอร่า จำกัด (มหาชน)

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

- Advertisment -

หลักสูตรเดียวในประเทศไทย

Business​ Today​ Academy
หลักสูตรการสร้างระบบคิด “เชิงนวัตกรรม”
หลักสูตรเดียวที่จะเปลี่ยน “ไอเดีย” เป็น “นวัตกรรมทำเงิน”
กรอกรายละเอียดเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติม