ตลาดเงินสหรัฐป่วน เฟดอัดฉีดสภาพคล่องแล้ว3.3แสนล้านดอลลาร์

Columnist ตลาดเงินสหรัฐป่วน เฟดอัดฉีดสภาพคล่องแล้ว3.3แสนล้านดอลลาร์

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินสหรัฐในเดือนตุลาคมอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ได้ปั๊มเงินมากถึง 330,000 ล้านดอลลาร์มาตั้งแต่กลางเดือนกันยายน

เนื่องจากการที่ตลาดเงินระยะสั้นเกิดอาการตึงตัวอย่างฉับพลัน ซึ่งส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยช่วงข้ามคืนในตลาดซื้อคืนบอนด์ (Repo) พุ่งทะลุ 10% ในช่วงก่อนหน้านี้ โดยที่การกลับมาปั๊มเงินของเฟดเสมือนหนึ่งเป็นการอัดฉีดเม็ดเงิน QE ระลอกใหม่ในปัจจุบัน

- Advertisement -

และถือเป็นการดำเนินโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น นอกเหนือจากการลดดอกเบี้ยนโยบาย (Fed Fund Rate) ครั้งละ 0.25% รวม 2 ครั้งในอัตรา  0.5% จากเศรษฐกิจสหรัฐได้ชะลอตัวลงตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ที่ขยายตัวเพิยง 2% ลดลงจากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 3.1%

โดยที่เฟดยังคงต้องปั๊มเงินประคับประคองสภาพคล่องในตลาดเงินสหรัฐต่อไปอย่างน้อยจนถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงที่กระทรวงการคลังสหรัฐมีความจำเป็นต้องประมูลขายบอนด์จำนวน 194,000 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากการที่รัฐบาลต้องประสบภาวะขาดดุลงบประมาณจำนวนมหาศาลถึง 1.067 ล้านล้านดอลลาร์ในปีนี้

ขณะที่เจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ระบุว่าเห็นได้ชัดถึงเศรษฐกิจสหรัฐนั้นชะลอตัวลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยเหตุการณ์แบบนี้ได้เคยเกิดขึ้น 2 ครั้งในช่วงทศวรรษ 1990 เป็นการสะท้อนพียงเพื่อที่จะได้รับแรงกระตุ้นจากการที่เฟดปรับลดดอกเบี้ยลง 2-3 ครั้ง โดยเฟดจะดำเนินการที่เหมาะสม ท่ามกลางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง จึงถือเป็นการส่งสัญญาณว่ามีโอกาสที่เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยลงอีก

นอกจากนี้ ประธานเฟดกล่าวว่า เฟดจะเริ่มเพิ่มงบดุลบัญชีในเร็วๆ นี้ เพื่อรับประกันว่า ตลาดเงินทุนระยะสั้นของสหรัฐจะดำเนินการได้เป็นปกติมากขึ้น โดยปัจจุบันเฟดมีฐานะงบดุลอยู่ที่ระดับ 3.8 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นการปรับลดลงจากฐานะ 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงที่ต้องปั๊มเงิน QE จำนวนมหาศาลเพื่อกอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจและการเงินช่วงปี 2008

อีกทั้งการที่ตลาด Repo ซึ่งเป็นตลาดซื้อคืนบอนด์สำหรับการปรับสภาพคล่องในระบบมีขนาดใหญ่ถึง 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อเกิดภาวะการเงินตึงตัวอย่างฉับพลันในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ส่งผลให้เฟดต้องกลับปั๊มเงิน QE เมื่อเร็วๆ นี้อีกครั้ง

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอลง เพราะผลกระทบของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ยังคงตึงเครียดหนัก โดยล่าสุด สหรัฐประกาศระงับการออกวีซ่าให้กับเจ้าหน้าที่ทางการจีนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนและจับกุมชาวมุสลิมซึ่งเป็นชนชาวอุยกูเป็นจำนวนมากในมณฑลซินเจียงเมื่อ 10 ปีก่อน

รวมทั้งทีมงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศขึ้นบัญชีดำต่อบริษัททางด้านเทคโนโลยีของจีนอีก 8 แห่งรวมเป็น 28 บริษัท ที่ทำการผลิตโทรศัพท์มือถือ กล้อง CCTV และ AI โดยอ้างว่าได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนของชาวอุยกู ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในเขตปกครองตนเองซินเจียงเช่นกัน

ทั้งนี้ ทางการจีนกำลังเตรียมตอบโต้สหรัฐ และเรียกร้องอย่างจริงจังให้สหรัฐยุติการแทรกแซงกิจการภายในของจีน รวมทั้งยกเลิกการขึ้นบัญชีดำของบริษัทจีนโดยเร็วที่สุด หลังจากที่สหรัฐได้ประกาศขึ้นบัญชีดำต่อบริษัทเทคโนโลยีของจีน 28 แห่งเพียง 1 วัน ก่อนที่การประชุมเจรจาการค้ารอบใหม่ระหว่างสหรัฐกับจีนในวันที่ 10-11 ตุลาคม 

ซึ่งจะส่งผลให้เจ้าหน้าที่เจรจาการค้าของจีนเดินทางกลับประเทศก่อนกำหนดในวันศุกร์นี้ ทำให้โอกาสที่จีนและสหรัฐจะบรรลุข้อตกลงการค้าเลือนลางลงไปอีก

ขณะเดียวกับที่คริสตาลินา จอร์จีวา ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่าจะมีการปรับลดตัวเลขประมาณการทางเศรษฐกิจโลกในปีนี้และปีหน้า ท่ามกลางการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่จะส่งผลให้มูลค่าเศรษฐกิจโลกลดลง 0.8% หรือราว 700,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2020

โดยการที่เศรษฐกิจโลกกำลังชะลอตัวในวงกว้างในขณะนี้ จะทำให้การขยายตัวในปีนี้ต่ำสุดในรอบ 10 ปี ส่วนการขยายตัวทางด้านการค้าโลกอาจจะประสบกับภาวะชะงักงัน ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้า ซึ่งส่งผลให้ภาคการผลิตและการลงทุนทั่วโลกชะลอตัวลง ซึ่งทาง IMF เตรียมเผยแพร่แนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่คาดการณ์ใหม่นี้ในสัปดาห์หน้า

Advertisement

Advertisement

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

- Advertisment -
รับข่าวสารจาก Business Today

ไม่พลาดข่าวสารแวดวงธุรกิจ เราอัพเดตข่าว บทความ และเรื่องน่าสนใจ สดใหม่ทุกวัน คุณสามารถรับข่าวสารจากเราได้ง่ายๆ โดยกรอก

ชื่อ นามสกุล และอีเมล

ได้เลยครับ