ส่งออกไทย… ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี

Columnist ส่งออกไทย... ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี

โค้งสุดท้ายมีข่าวร้ายหลายๆข่าวที่โหมกระหน่ำเศรษฐกิจไทยมาเป็นระลอกๆล่าสุดกรณีรัฐบาลสหรัฐโดยนายโดนัล ทรัมป์ประกาศตัด GSP สินค้าไทย 573 รายการจำนวน 4 หมื่นล้านบาท โดยอ้างปัญหาเรื่องค้ามนุษย์ไทยยังไม่ได้มาตรฐานถ้าไทยแก้ไม่ได้หรือแก้ไม่ทันเวลาการส่งออกของไทยที่อาการโคม่าติดลบอยู่แล้ว จะยิ่งติดลบหนักขึ้นอีก

ก่อนหน้านี้ ส่งออกไทยเองก็โดนหางเลขจากสงครามการค้าปะทุขึ้นอย่างรุนแรงและชัดเจนในช่วงสิ้นปี 2561 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันจนกระทบกับเศรษฐกิจไปทั่วโลก ไอเอ็มเอฟได้ปรับลดประมาณเศรษฐกิจของโลกลงล่าสุดเหลือ 3.2% ในไม่กี่วันที่ผ่านมาและจากการคาดการณ์ของสำนักวิจัยชั้นนำของโลกหลายแห่งรายงานว่า ผลกระทบสงครามทางการค้าและการย้ายฐานการผลิต อาจทำให้จีดีพีของเศรษฐกิจโลกลดลง 0.6% ผลผลิตจากภาคการผลิตของจีนจะลดลง 1.6% ในขณะที่จีดีพีของสหรัฐที่แท้จริงจะลดลง 1.1%

นั่นหมายความว่าเศรษฐกิจไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจจากการค้าโลกที่ปั่นป่วนอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้

นอกจากนี้ ยังมี ปัจจัยภายใน ที่มีผลกระทบค่อนข้างรุนแรงจากกรณี”ค่าเงินบาทที่แข็งค่า” เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐเป็นอันดับ 2 ของเอเชียในแวดวงธนาคารคาดการณ์ว่า บาทอาจจะแข็งทะลุ 30 บาท/1 ดอลลาร์สหรัฐในอีกไม่ข้าไม่นานการส่งออกและการท่องเที่ยวที่เป็นรายได้ประมาณร้อยละ 70 ของประเทศ จะยิ่งทรุดลงสวนทางกับค่าเงินที่แข็งขึ้นขณะที่ยอดส่งออก 9 เดือนแรกปีนี้ติดลบไปแล้ว 2.1% 

ค่าเงินบาทแข็งค่า จึงเป็นเรื่องที่ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และแบงก์ชาติ จะทำทองไม่รู้ร้อนไม่ได้ถ้า ยังปล่อยให้บาทแข็งค่าขึ้นไปเรื่อยๆ ปีหน้าอาจแข็งค่าขึ้นไปไม่ต่ำกว่า 30 บาทต่อดอลลาร์เลยทีเดียว

จากปัญหาทั้งหลายทั้งปวงส่งผลให้ กําลังการผลิตเฉลี่ยภาคอุตสาหกรรมลดลงอย่างน่าตกใจเหลือแค่ 60% กว่าๆเท่านั้นโดยเฉพาะอุตสาหกรรม อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ทยอยยกเลิกกิจการและเริ่มเห็นสัญญาณการเลิกจ้างชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อปลายเดือน ก.ย.นี้ บริษัทเอแพ็กเซอร์คิต ไทยแลนด์  ในนิคมอุตสาหกรรม จ.สมุทรสาคร ปิดกิจการเลิกจ้าง และล่าสุดบริษัท เอสอาร์เอฟ อินดัสตรี้ (ไทยแลนด์)ส่งหนังสือเลิกจ้างพนักงาน 400คนก่อนหน้านี้ไทยซัมมิท แหลมฉบัง ออโตพาร์ท” ประกาศหยุดทำงาน 2 เดือน ลูกจ้างอยู่บ้านได้ 75% ของค่าจ้างปกติ และมีแนวโน้มจะเห็นอีก โดยเฉพาะใน จ.สมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง ซึ่งได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าโลกทําให้คําสั่งซื้อลดลง

 ขณะเดียวกันกิจการหลายๆแห่งก็ค่อยๆมีมาตรการไล่ตั้งแต่เบาไปหาหนักเช่น เริ่มไม่รับพนักงานคนใหม่แทนตําแหน่งที่ว่างลง เลิกใช้บริการเอาท์ซอร์สที่เกี่ยวกับแรงงาน  ลดค่าโอที ลดชั่วโมงทํางาน  เริ่มปิดไลน์การผลิตหรือปิดสาขาที่ไม่จําเป็นหรือใช้วิธีไม่ให้ผ่านทดลองงานจนถึงมีโครงการเกษียณก่อนกำหนด หรือสมัครใจลาออกจะเน้นคนเก่ามีรายได้สูงเพื่อลดภาระ

ขณะที่ภาคเกษตรของไทยก็หนักหนาสาหัสเมื่อไม่นานมานี้ “นายสุเมธ เหล่าโมราพร “ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี. เปิดเผยว่า การส่งออกข้าวของไทยในปี2562 คาดว่าจะทำได้ 8.5-9 ล้านตัน ต่ำกว่าเป้าหมายทั้งปีที่คณะกรรมการข้าวครบวงจรกำหนดไว้จะทำได้ 10 ล้านตัน

ทั้งนี้เป็นเพราะไทยถูกแย่งส่วนแบ่งการตลาดจากประเทศคู่แข่ง เช่น อินเดียมีผลผลิตมาก สามารถส่งออกข้าวนึ่งได้มากขึ้น ปากีสถาน เมียร์นมา ส่งออกปลายข้าวขาวได้มากขึ้น และเวียดนามส่งออกข้าวหอมมะลิในราคา 400-500 ดอลลาร์ต่อตัน ซึ่งต่ำกว่าไทยจากราคาข้าวหอมมะลิที่มีราคา 1,100-1,200 ดอลลาร์ต่อตัน ทำให้เวียดนามขณะนี้เข้าไปเจาะตลาดข้าวหอมมะลิในแอฟริกาและตะวันออกกลางอย่างสมบูรณ์แบบไปแล้ว

ปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้น่าห่วงสถานการณ์ส่งออกไทยที่เป็นรายได้หลักของประเทศที่มีสัดส่วนสูง70 %ของจีดีพี.กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี ด้วยประการฉะนี้ 

ทวี มีเงิน
สื่อมวลชนอิสระ อดีตบรรณาธิการประชาชาติธุรกิจ
Advertisement

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

- Advertisment -
รับข่าวสารจาก Business Today

ไม่พลาดข่าวสารแวดวงธุรกิจ เราอัพเดตข่าว บทความ และเรื่องน่าสนใจ สดใหม่ทุกวัน คุณสามารถรับข่าวสารจากเราได้ง่ายๆ โดยกรอก

ชื่อ นามสกุล และอีเมล

ได้เลยครับ