Home BT News ลงทุนอะไรในยุคที่ความเสี่ยงมีความเร็วเพิ่มขึ้น

ลงทุนอะไรในยุคที่ความเสี่ยงมีความเร็วเพิ่มขึ้น

ในสภาพเศรษฐกิจทุกวันนี้ เราเห็นแนวโน้มของความผันผวนที่เกิดจากความตึงเครียดทางการเมืองและการเติบโตที่ชะลอตัวทั่วโลก นักเศรษฐศาสตร์กำลังให้ความสำคัญกับเรื่องความเสี่ยงในการ ลงทุน ในขณะที่ปัจจัยสนับสนุนยังเป็นเช่นเดียวกันกับช่วงที่ตลาดอยู่ในจุดสูงสุดในช่วงที่ผ่านมา

ตลาดไทยไม่ได้ถูกตัดขาดจากตลาดต่างประเทศ ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าในเดือนพฤศจิกายน กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการได้ลดการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงลง และหันมาเน้นการลงทุนในหุ้นเชิงรับเพื่อป้องกันผลจากการปรับตัวลดลงหรือความผันผวนของตลาด

ความเสี่ยงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอย่างมาก คำถามคือเราจะลดความเสี่ยงได้อย่างไร? ความเสี่ยงอยู่ตรงไหนในระบบการเงินปัจจุบัน?

- Advertisement -

สำหรับพรินซิเพิล ในฐานะที่เป็นผู้บริหารสินทรัพย์การ ลงทุน การตอบสนองอย่างรวดเร็วและการฟื้นตัวจากความผันผวนของตลาดเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของลูกค้ามีความสำคัญ การขาดความเข้าใจบริบททั้งในระดับโลกและภายในประเทศ และการขาดวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจะส่งผลกระทบในแง่ลบอย่างรุนแรง

ความกังวลเกี่ยวกับการกระจายสินทรัพย์ของนักลงทุนทั่วโลก การแสวงหาผลตอบแทน และการตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง จะส่งผลต่ออัตราการเติบโตโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชีย

ในประเทศไทยเราเห็นความเร็วของความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในตลาดหุ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมีแรงผลักจากตราสาร 3 ชนิดที่มีเพิ่มขึ้นในตลาด ได้แก่ กองทุน ETF (Exchange Traded Funds) ตราสารอนุพันธ์ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงราคาหุ้นหรือ single-stock futures) และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่จะส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นได้ด้วยตัวเองทันที (Algorithmic Trading)

เมื่อรวมกับความเสี่ยงทางการเมืองภายนอกประเทศ เช่นสงครามการค้า การถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน และล่าสุดการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 การเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์มากกว่า 2-3% ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงเป็นเรื่องที่ปกติมากขึ้น ในยุคของการซื้อขายหลักทรัพย์ออนไลน์ เมื่อนักลงทุนตื่นตระหนกจากปัจจัยภายนอกจะเกิดปฏิกิริยาอย่างรวดเร็ว

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าตลาดมีความผันผวนมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา แต่คือการเปลี่ยนแปลงของความเสี่ยงไม่เคยเกิดขึ้นเร็วเท่านี้มาก่อน นั่นคือความน่ากลัวของความเร็วทางความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

การเปลี่ยนแปลงของตลาดที่สังเกตได้ในขณะนี้คือ การที่ราคาสินทรัพย์ไม่มีความเชื่อมโยงกับความคาดการณ์พื้นฐานเศรษฐกิจ นอกจากนี้เรายังเห็นการย้ายการลงทุนไปสู่หุ้นกู้ที่มีการจัดอันดับต่ำลงเมื่อนักลงทุนแสวงหาอัตราผลตอบแทน รวมถึงการเพิ่มขึ้นของนักลงทุนที่มีความอ่อนไหวต่อมูลค่าของความเสี่ยง

การรับรู้ของนัก ลงทุน เปลี่ยนแปลงไปจากการที่ประชาชนสื่อสารเรื่องการเมืองด้วยสื่อที่ไม่มีการวางแผนอย่างโซเชียลมีเดีย เช่นการใช้ทวิตเตอร์แบบไม่มีการกลั่นกรองของประธานาธิบดีทรัมป์

นวัตกรรมมีบทบาทในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน จากที่การเงินและธุรกิจเคยขับเคลื่อตลาดจุดสูงสุด กลายเป็นการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี เราเห็นการเลี่ยนแปลงนี้อย่างรวดเร็วในวงกว้างจากการที่เศรษฐกิจทั้งระบบพึ่งพิงผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่

ที่พรินซิเพิลเรามองว่านี่คือโอกาส เราควรวิเคราะห์ความเร็วของความเสี่ยงนี้อย่างรอบด้าน ประการแรกคือความแตกต่างระหว่างราคาสินทรัพย์และพื้นฐานเศรษฐกิจ เพื่อที่จะทราบว่าตลาดมีการเคลื่อนไหวไปไกลและเร็วเพียงใดเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

งานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับความเร็วทางความเสี่ยงของพรินซิเพิลระบุว่า เกิดความไม่เชื่อมโยงของราคาสินทรัพย์กับการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจ ที่จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อตลาดเร็วขึ้นกว่าที่ผ่านมา

ยกตัวอย่างเช่น ในตลาดตราสารทุนและสินเชื่อที่ก่อนหน้านี้สวนทางกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกและการคุมเข้มทางการเงิน แต่ด้วยการเข้ามาของการลงทุนแบบใหม่ๆ เช่น ETFs ตลาดจะเกิดความเสี่ยงได้รวดเร็วขึ้น

พูดถึงเรื่องของ “จุดสูงสุดของหุ้นเทคโนโลยี” โดยทั่วไปหุ้นเทคโนโลยีในตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีผลการดำเนินงานที่ดีมากเมื่อตลาดอยู่ในขาขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ. 2552 หุ้นเทคโนโลยีสารสนเทศของดัชนี S&P 500 พุ่งขึ้นเกือบ 600% ตั้งแต่จุดต่ำสุดของดือนมีนาคม พ.ศ. 2552 เทียบกับการเพิ่ม 330% ของดัชนีอ้างอิง

บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต่าง ๆ ไม่เพียงแต่ต้องแบกรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในแง่ของการถ่วงน้ำหนักดัชนีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการที่แทบทุกธุรกิจต้องพึ่งพาผลิตภัณฑ์ของบริษัทเหล่านั้น  ในประเทศไทยเรากำลังมองเห็นแนวโน้มที่ตลาดโลกมีผลกระทบต่อตลาดไทย ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องวางมาตรการเพื่อลดความผันผวนและความไม่แน่นอนของความเชื่อมั่นและภาวะตลาด

พรินซิเพิล ประเทศไทย เชื่อว่าการเติบโตของภาคเทคโนโลยีสร้างโอกาสการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท ตัวอย่างเช่นหุ้นบริษัทด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น บริษัทเทคโนโลยีในเอเชียแปซิฟิกที่อัตราการเติบโตของผลกำไรเป็นตัวเลขสองหลัก เช่น Samsung Electronics, Tencent Holdings และ Taiwan Semiconductor

หนึ่งในกองทุนหลักของเราคือ Principal Asia Pacific Dynamic Income (PRINCIPAL APDI) ที่ตัดสินใจอย่างถูกต้องในการเพิ่มน้ำหนักลงทุนในภาคเทคโนโลยี ทำผลตอบแทนได้ 5.5% ต่อปี ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (เทียบกับผลตอบแทนมาตรฐาน 3.2% ต่อปีในช่วงเวลาเดียวกัน) และได้รับการจัดอันดับ 5 ดาวโดย Morningstar

เพื่อรับมือกับความเร็วของความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น เราขอแนะนำให้ลูกค้าอย่าตื่นตระหนก เน้นการกระจายพอร์ตการ  ลงทุน และให้ความสำคัญกับ การจัดสรรสินทรัพย์ แทนที่จะลงทุนเฉพาะในตราสารทุนหรือตราสารหนี้ไทย พรินซิเพิลแนะนำให้ลูกค้าเพิ่มสินทรัพย์อีก 3 ประเภทในพอร์ตการลงทุน ได้แก่ Global Equity, REITs และทองคำ สำหรับลูกค้าที่ไม่มีเวลาสร้างพอร์ตของตัวเอง

เราแนะนำ กองทุนพรินซิเพิล บาลานซ์ อินคัมซึ่งมีการลงทุนในหลักทรัพย์ 5 ประเภท กองทุนนี้ถูกออกแบบมาให้เป็นกองทุนที่สร้างผลตอบแทนได้ดีในทุกสภาวะตลาด สร้างผลตอบแทนรวม (ก่อนหักค่าธรรมเนียม) ในระดับปานกลางที่ 4-6% แต่ได้รับความเสี่ยงในตลาดหุ้นเพียงแค่หนึ่งในห้า

ในฐานะหนึ่งในผู้นำการให้บริการ “กองทุนเพื่อการเกษียณ” (Retirement Solution) ในประเทศไทย พรินซิเพิลได้บุกเบิกแนวคิด “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพสมดุลตามอายุ” (Target Date Funds) ซึ่งเสนอพอร์ตการลงทุนที่เปลี่ยนการจัดสรรสินทรัพย์อย่างค่อยเป็นค่อยไปเมื่อพนักงานเข้าสู่วัยเกษียณ

ก่อนหน้านี้ลูกค้ามักจะมี “ทางเลือกนโยบายลงทุน (Employee Choice)” ที่ผสมผสานระหว่างตราสารทุนไทยและตราสารหนี้ไทย โดยพรินซิเพิลเป็นที่แรกในประเทศไทยที่เพิ่มกองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศ (Global Equity), ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) และกองทุนรวมทองคำในแผนการเกษียณอายุ

เนื่องจากสินทรัพย์ 5 ประเภทนี้มีความสัมพันธ์กันในระดับต่ำจึงสร้างผลตอบแทนที่ดี โดยคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของความเสี่ยงจากการรวมสินทรัพย์ 2 รายการ ความเสี่ยงที่ลดลงช่วยให้ลูกค้าได้รับ “ความสบายใจ” ทำให้พวกเขาไม่ตื่นตระหนกและสามารถ ลงทุน ในตลาดที่ผันผวนต่อไป

เรามีความตื่นเต้นเป็นอย่างมากกับโอกาสและความเป็นไปได้ในปัจจุบันและในอนาคตสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก และเราพร้อมที่จะมอบสิ่งที่ดียิ่งขึ้นให้แก่ประเทศไทยรวมถึงทั้งภูมิภาคนี้อีกด้วย

บทความโดย : วิน พรหมแพทย์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน พรินซิเพิล จำกัด

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง : วิเคราะห์ เลือกตั้งสหรัฐฯ ศึกตัวแทนพรรคเฟ้นหาคู่แข่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

Business Todayhttps://businesstoday.co
Supporting Thailand's business communities./ FB Page: Business Today Thai/ Social: Business Today Thai (สำหรับ Twitter, YouTube, Telegram)/ LINE: @Business today/ เว็บที่เกี่ยวข้อง: Thailand Today: www.thailandtoday.co/ FB: Thailantoday.co (English)/ Thailand Today News: www.thailandtoday.news/ FB: Thailandtoday.news (Mandarin Chinese)

Latest

ผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่ม 2 ราย กลับจากอินเดีย-อินโดนีเซีย ทั่วโลกติดเชื้อใกล้ 12 ล้าน

ศบค. รายงานว่า วันนี้ (8 ก.ค.) มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2 ราย เดินทางกลับจากต่างประเทศ  โดยมีผู้ป่วยยืนยันสะสม 3,197 ราย หายป่วยแล้ว 3,074 ราย และเสียชีวิตสะสม ไม่เปลี่ยนแปลง เท่าเดิม 58 ราย สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทั่วโลก ณ วันพุธที่...

ติดตามข่าวสารอัพเดททันใจจาก Businesstoday ได้โดยกรอกอีเมลด้านล่าง

บล.หยวนต้า มอง 12 หุ้นอ้างอิงใหม่เป็นขาขึ้น ก่อน Stock Futures เข้าเทรด

บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองต่อ 12 หุ้นอ้างอิงใหม่ของ Stock Futures ว่า วันที่ 13 ก.ค. นี้ จะมี BPP, EASTW, JMT, M, MBK, OSP, THG, TOA, TPIPP,...

‘สมคิด’ ชี้ครึ่งปีหลังเจอพายุเศรษฐกิจทั่วโลก หวังอานิสงส์ 2 ไตรมาสแรกพาไทยรอด

  "สมคิด" รับ เศรษฐกิจทั่วโลกอ่วมจากโควิด-19 หวังครึ่งปีหลังฟื้นตัว เผย “เจโทร” ยังมั่นใจลงทุนไทย ไม่เคลื่อนย้าย เมื่อวันที่ 8 ก.ค. เวลา 08.00 น. ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายทาเคทานิ อัทสึชิ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น ณ กรุงเทพฯ (เจโทร กรุงเทพฯ) เข้าพบนายสมคิด...

ปตท.ออกหุ้นกู้กรีนบอนด์ 2 รุ่น ดอกเบี้ย 2.25-2.85%

ปตท.เตรียมเสนอขายหุ้นกู้  2 รุ่น ให้แก่ประชาชนเป็นการทั่วไป เป็นหุ้นกู้กรีนบอนด์ อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.25% ต่อปี และหุ้นกู้อายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.85% ต่อปี กำหนดจ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน เสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นกู้เดิมที่ครบกำหนดไถ่ถอนในปี 2559-2562 ในวันที่ 20 ก.ค....

Related News

หุ้นเอเชียแกว่งไร้ทิศทาง ขณะดาวโจนส์ร่วง 396.85 จุด

ตลาดหุ้นเอเชียแกว่งตัว จากแรงเทขายทำกำไร หลังจากปรับขึ้นในวันก่อน เนื่องจากนักลงทุนเริ่มไม่แน่ใจสถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลก จากยอดผู้ติดเชื้อยังเพิ่มขึ้นอย่างมากในหลายประเทศ ดัชนีฟิวเจอร์ S&P/ASX 200 ออสเตรเลีย ลดลง 0.50% ในช่วงแรกการซื้อขาย ขณะที่ Nikkei 225 ฟิวเจอร์ เพิ่มขึ้น 0.11% และดัชนีฟิวเจอร์ฮั่งเส็ง ปรับขึ้น 0.39%

ตลาดหุ้นสหรัฐปิดตลาดขึ้นแรง จากแรงหนุนภาคบริการ-เศรษฐกิจจีนฟื้นตัว

หุ้นสหรัฐปิดตลาดทะยาน หลังจากอุตสาหกรรมภาคบริการของสหรัฐฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในเดือนมิ.ย. และความหวังการฟื้นตัวเศรษฐกิจของจีน ดัชนีดาวโจนส์ เพิ่มขึ้น 459.67 จุด หรือ  1.78% ปิดที่  26,287.03 ดัชนี  S&P 500 เพิ่มขึ้น 49.71 จุด หรือ  1.59% ปิดที่  3,179.72 จุด และดัชนี  Nasdaq Composite...

หุ้นทั่วโลกทะยาน รับความหวังเศรษฐกิจฟื้น ท่ามกลางติดโควิด-19 เพิ่มขึ้น

ตลาดหุ้นทั่วโลกทะยานขึ้น แตะระดับสูงสุดในรอบ 4 สัปดาห์ นักลงทุนคาดเศรษฐกิจฟื้นตัว แม้การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกยังเพิ่มขึ้น ขณะที่ทองคำร่วง ดัชนี MSCI ตลาดหุ้นทั่วโลก เพิ่มขึ้น 0.7% แตะระดับสูงสุดตั้งแต่วันที่ 6 มิ.ย. หุ้นยุโรปเพิ่มขึ้น โดยดัชนี...

ค่าเงินบาทมีทิศทางอ่อนค่า ยอดติดเชื้อโควิด-19 กดดันตลาดหุ้น

คาดค่าเงินบาทในสัปดาห์หน้าเคลื่อนไหวอ่อนค่าเล็กน้อยตามทิศทางค่าเงินภูมิภาค ขณะที่ตลาดหุ้นเคลื่อนไหวในกรอบ 1,360-1,400 จุด ยังเผชิญแรงกดดันจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในสัปดาห์ถัดไป (6-10 ก.ค.) ที่ 30.80-31.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามสถานการณ์โควิด-19 ในหลายประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ตลอดจนปมขัดแย้งในประเด็นฮ่องกงระหว่างจีน และนานาประเทศ ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญระหว่างสัปดาห์ ได้แก่ ดัชนี PMI/ISM ภาคบริการ ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนมิ.ย. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ตลาดอาจรอติดตามตัวเลขเศรษฐกิจเดือนมิ.ย....

2 โบรกฯประเมินกำไรแบงก์ไตรมาส 2 ต่ำกว่าคาดการณ์ แนะอย่าถือยาว เล่นเก็งกำไร

2 โบรกฯ ชี้ความเสี่ยงหุ้นแบงก์ หวั่นกำไรไตรมาส 2 ต่ำกว่าคาดการณ์ ชิงหั่นกำไร KBANK หดตัว 40% จากพอร์ตสินเชื่อธุรกิจท่องเที่ยว-รายเล็กอ่วมพิษโควิด แนะนักเล่นหุ้น ‘เก็งกำไร’ เมินลงทุนยาว เลือก ‘BBL-TISCO’ เป็นหุ้นเด่น-ตั้งสำรองสูง นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า...